Home วิถีทางเลือก จะอยู่อย่างไรท่ามกลางวิกฤต : ว่าด้วยวิถีชีวิต ธรรมชาติ และเอนไซม์ชีวภาพ

จะอยู่อย่างไรท่ามกลางวิกฤต : ว่าด้วยวิถีชีวิต ธรรมชาติ และเอนไซม์ชีวภาพ

ช่วงเวลาอย่างนี้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวิตกกังวล ในใจเต็มไปด้วยความกลัวมากมาย โดยเฉพาะความกลัวว่าจะติดไวรัสโควิด 19 กับเขามั้ย จะหยิบจะจับอะไร จะออกไปไหน จะกินอะไร จะพูดคุยกับใคร ก็หวาดระแวงไปหมด ยังไม่นับเรื่องอาหารการกิน ที่หลายคนก็หวั่นวิตก กลัวว่าร้านค้าจะปิด อาหารจะหมด จนไม่มีอะไรจะกิน

ต้องยอมรับว่า ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เห็นความกังวล และความกลัวเกิดขึ้นในใจตัวเองอยู่บ่อยๆ ในแต่ละขณะ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็รู้สึกอยู่บนความเสี่ยงตลอด ไม่ไว้วางใจแม้แต่มือตัวเอง ที่ล้างแล้วล้างอีกไม่รู้กี่ครั้ง เรียกว่ามองไปทางไหน ในใจก็เห็นเชื้อโรคที่ติดอยู่เต็มไปหมด

จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปพบกับ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรมชาติบำบัดและน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งตอนนี้ท่านบวชเป็นแม่ชี แต่ก็ยังคงเมตตาแบ่งปันความรู้เรื่องชีวิตและสุขภาพให้ผู้คนอย่างไม่เคยหยุด ไม่เพียงคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีคนต่างชาติ รวมถึงคนจีน ที่อยู่อู่ฮั่น ก็เคยมาเรียนรู้จากท่าน และนำความรู้ที่ได้ไปใช้รับมือกับสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ที่พวกเขาเผชิญได้อย่างดี

 

 

การได้พบกับท่านอาจารย์ เพียงช่วงเวลา 4 วัน ควบคู่กับการใช้ชีวิตตามวิถีของบ้านสุขภาพ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ครั้งนี้ ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ เละเข้าใจอะไรหลายอย่างในชีวิตมากขึ้น และเชื่อว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาหลายอย่าง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย ในการใช้ชีวิตท่ามกลางวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยกันนี้ จึงอยากขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

จำได้ว่า เช้าวันแรกที่ไปถึง ที่บ้านสุขภาพต้อนรับพวกเราด้วย น้ำต้มใบโหระพา ตามด้วยซุปมะระไข่ลวก ซึ่งอร่อยมาก ก่อนจะเริ่มกินสลัด และอาหารสุขภาพที่เตรียมไว้ หลังจากท้องอิ่มสักพัก ทีมงานที่นั่นก็พาพวกเราออกเดินป่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านสุขภาพนัก

 

 

“ไปเอาไอตัวออกก่อน” นี่คือสิ่งที่เราได้ยิน และค่อยๆเข้าใจมากขึ้นผ่านการอธิบายของอาจารย์ ว่า ในชีวิตของเรา โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง มักจะเต็มไปด้วยความเร่งรีบตลอดเวลา ควบคู่ไปกับความใจร้อน และการยึดติดกับความคิดที่ว่าต้องทำให้ได้ ส่งผลทำให้เรามีไอตัวที่เต็มไปด้วยไนโตรเจน และกำมะถัน และเจ้าไนโตรเจน กับกำมะถันนี้เอง ที่เป็นตัวการหลักที่ดึงเอาจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในอากาศเข้ามาหาเรา ส่งผลทำให้เราป่วย การได้ออกไปเดินป่า สัมผัสกับธรรมชาติ มีส่วนช่วยเอาทั้งโลหะหนัก ทั้งกำมะถัน ทั้งไนโตรเจน ที่อยู่ในตัวออก อีกทั้งยังทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจน และแมกนีเซียม เพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยทั้งสลายพิษ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และไม่เป็นเป้าในการโจมตีของโรคร้ายต่างๆ ข้อคิดที่น่าสนใจที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือ ความจริงเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดโรคนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่ออากาศที่เราอยู่มีออกซิเจนเพียงพอ เราต่างก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ต่างจากการมุ่งจะฆ่าและทำลายเชื้อโรค เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเพียงอย่างเดียวเป็นอย่างมาก

นอกจากการออกไปสัมผัสธรรมชาติแล้ว การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บทบัญญัติ 10 ประการ  เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ท่านเน้นย้ำกับเราเป็นหนักหนา  ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 เข้าห้องน้ำขับถ่าย , ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน 500 cc เป็นอย่างน้อย , ดื่มน้ำผักปั่น และน้ำโหระพา หรือใบเตย 250 cc ประมาณ 1 แก้ว ก่อนอาหารทุกมื้อ, ดื่มนมธัญพืช และทานอาหารไร้สารเคมี, ออกกำลังกายตอนเช้า ระหว่าง 5.30-6.00 น., รับประทานอาหารเช้า 7.30 น. อาหารกลางวัน 11.30 อาหารเย็น 17.30 น., ดื่มน้ำ ให้ได้ประมาณ 500 cc  ทุกๆชั่วโมง, เข้านอน 21.00 น., ขับถ่ายอุจจาระก่อน 6.30 น., อยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ 

หากทำตามบัญญัติ 10 ประการที่ว่านี้ได้ ชีวิตเราก็จะสอดคล้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ ภูมิคุ้มกันเราก็จะแข็งแรง  เรื่องที่อาจารย์เตือนอยู่เสมอก็คือ ให้เราดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่นำพาของดีไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ในขณะเดียวกันก็ช่วยขับเอาพิษออกจากร่างกายด้วย นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของอาหารที่ต้องมีคุณภาพดี และก็กินอย่างพอดีด้วย ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าพอ อาจารย์ก็บอกว่า เราต้องกลับมารู้ตัว หากจิตเรารู้อย่างแท้จริง ไม่ได้รู้ตามสิ่งที่เขาว่ากัน เราจะรู้ว่าสิ่งไหนดีกับเรา เราจะรู้ว่าแค่ไหนพอ และเมื่อเรารู้จักร่างกายตัวเอง รู้จักอาหารที่ตัวเองกินเข้าไปอย่างแท้จริง เราก็ไม่ป่วย ในทางกลับกัน หากเรากินแต่จิตไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว สิ่งที่กินเข้าไปแทนที่จะเป็นประโยชน์ ก็กลับไปเกิดการอุดตัน ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีก

 

 

ฟังแล้วก็แอบนึกถึงตอนที่นั่งกินน้ำโหระพา และน้ำซุปมะระ ก่อนที่จะเริ่มมื้ออาหารแต่ละมื้อที่นั้น ตัวเองก็ไม่แน่ใจนักว่า น้ำทั้งสองชนิดนี้ จะเข้าไปมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย แต่ที่แน่ๆ คือ ขณะที่นั่งลง ค่อยๆตักน้ำซุปร้อนๆเข้าปาก ก็รับรู้ได้ว่า ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่ตัวเองได้ช้าลง และกลับมามีสติ อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนที่เริ่มกินอาหารต่อไป น่าแปลกที่อาการท้องอืดที่มักเป็นอยู่บ่อยๆ ก็หายไปด้วย

 

 

จะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญอีกประการ นอกจาก กินอาหารดี ดื่มน้ำเพียงพอ นอนหลับพักผ่อน และออกไปสัมผัสธรรมชาติแล้ว การทำสมาธิ ก็จำเป็นไม่แพ้กัน อาจารย์บอกว่า การทำสมาธิ จะมีส่วนช่วยทำให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโน และวิตามินดี  อีกทั้งยังช่วยเสริมให้อาหาร และน้ำที่ดื่มเข้าไป เกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเต็มที่มากขึ้นด้วย แต่หากว่าเรายิ่งเครียด ยิ่งวิตกกังวล เลือดก็จะยิ่งเป็นกรด ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง และก็มีโอกาสเป็นโรคได้ง่ายขึ้น

นอกจากการทำสมาธิแล้ว การมีสติในแต่ละขณะ โดยเฉพาะเวลาพูด ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาจารย์บอกว่าเราไม่ควรพูดอะไรที่สร้างความเครียดให้คนอื่น เพราะนอกจากจะทำร้ายตัวเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย สิ่งที่ควรทำอยู่บ่อยๆ ก็คือการฝึกขอบคุณสิ่งต่างๆ และฝึกที่จะเคารพคนในบ้าน ในช่วงเวลานี้ ที่หลายคนอาจจะมีเวลากลับไปอยู่กับครอบครัว บางคนอาจถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้อยู่ร่วมกัน แต่บางคนก็อาจมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง อาจารย์บอกว่า ให้เราถือว่าคนในบ้านเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ช่วยให้เราได้ฝึกตน ให้เกิดปัญญา

 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์เน้นย้ำ คือ นอกจากการดูแลกายใจตัวเอง และคนใกล้ตัวแล้ว การดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยเราสามารถเริ่มได้จากที่บ้าน และส่งผลไปยังสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย ตอนนี้คนส่วนใหญ่มักพูดกันแต่เรื่องการป้องกันตัวเองจากเชื้อที่มาจากคนอื่น แต่ลืมไปว่าห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน คือหัวใจ ที่จะดูแลรักษาสุขภาพของเรา ดังนั้นเราต้องดูแลให้สะอาด เรียบร้อย

อาจารย์พาพวกเราลงมือปฏิบัติการล้างห้องน้ำ ห้องครัว ที่นั่น พร้อมกับอธิบายให้เราฟังว่า ในห้องน้ำก็เป็นแหล่งที่มีไนโตรเจน กับกำมะถันสูง โดยเฉพาะห้องน้ำที่ปิดทึบ ไอเราเหล่านี้ก็มาปะทะเข้าที่ตัวเรา ดังนั้นเราต้องทำความสะอาดให้ดี ความน่าสนใจคือ สิ่งที่พวกเราใช้ล้างห้องน้ำ ห้องครัว  ไม่ใช่น้ำยาล้างพื้นทั่วไป ซึ่งมักมีกลิ่นฉุนจนแสบจมูก และก็ยิ่งทำให้อากาศอับ ยากจะหายใจ  แต่เราใช้น้ำยาล้างพื้นที่ทำมาจากน้ำหมักหรือเอนไซม์ชีวภาพผสมกับแชมพู หรือน้ำยาล้างจานเล็กน้อย อัตราส่วนของปริมาณน้ำ น้ำหมักชีวภาพ และแชมพูหรือน้ำยาล้างจาน ก็ขึ้นอยู่กับอายุของเอนไซม์ชีวภาพที่นำมาใช้ว่าผ่านการหมักมานานเพียงใด

  การใช้เอนไซม์ชีวภาพนี้ นอกจากจะทำให้พื้นขาวสะอาดหมดจด เท้าที่เหยียบพื้นขณะล้างก็ไม่ต้องกลัวระคายเคือง แถมอากาศก็ยังสดชื่น หายใจได้อย่างสะดวก ที่สำคัญน้ำที่ล้าง เมื่อไหลออกไปสู่ดิน ก็ช่วยทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดีขึ้น และยังเป็นมิตรต่อน้ำใต้ดินด้วย เรียกว่าดูแลสิ่งแวดล้อมในบ้าน และส่งผลดีไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย    

 

 

ในช่วงเวลาวิกฤตอย่างนี้ ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทำตามบัญญัติ 10 ประการให้ได้ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี เปลี่ยนขยะอินทรีย์มาเป็นน้ำหมักที่ช่วยให้โลกเย็น ปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักให้ได้รายวัน อะไรปลูกได้เร็ว ก็ปลูกหลัง อะไรปลูกแล้วโตช้า ก็ให้เริ่มปลูกก่อน แล้วก็หัดแปรรูปอาหารเก็บไว้ เพราะหากเราหวังพึ่งแต่อาหารสำเร็จรูปที่เป็นกระป๋อง เมื่อกินเข้าไป ร่างกายก็จะร้อนจัด ยิ่งดื่มน้ำไม่พอ ก็จะยิ่งทำให้โรครุมเราได้

 

 

ฟังแล้ว ก็อดนึกถึงประโยชน์ของสิ่งที่โครงการสวนผักคนเมืองพยายามรณรงค์ส่งเสริมมาตลอดเกือบ 10 ปีนี้ ที่ให้คนเมืองเริ่มเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเองมากขึ้น ฝึกทักษะการปลูกผัก สร้างอาหารให้ตัวเอง หัดทำกับข้าว และแปรรูปอาหารง่ายๆไว้กินเอง เมื่อถึงคราววิกฤตเช่นนี้ เชื่อว่าหลายที่ได้ฝึกฝนเรื่องนี้มาบ้าง ก็น่าจะมีความรู้สึกมั่นคงภายในจิตใจมากขึ้น และสามารถนำทักษะมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้อย่างดี

 

 

อีกเรื่องที่ผู้เขียนกลับมาตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้น ก็คือ การทำน้ำหมักหรือเอนไซม์ชีวภาพไว้ใช้ จากเดิมตัวเองมักคิดว่าน้ำหมักชีวภาพเป็นแค่ปุ๋ยน้ำที่ช่วยทำให้พืชเติบโตดีเท่านั้น แต่พอได้ฟังอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหมักชีวภาพมานาน ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า แท้จริงแล้ว น้ำหมักชีวภาพนี้ มีส่วนช่วยทำให้น้ำแตกตัวเป็นออกซิเจน และช่วยกระตุ้นให้สารอาหารขึ้นมาเลี้ยงพืชได้เร็วขึ้น ทำให้เวลานำไปรดพืช พืชก็เติบโตได้ดีขึ้นนั่นเอง

ที่สำคัญคือเวลาเราหมักน้ำหมักชีวภาพไว้ ก็จะมีส่วนช่วยทำให้อากาศโดยรอบเย็นขึ้นได้ด้วย  แทนที่จะนำเศษผักผลไม้ ไม่ทิ้งปนกับโลหะ ซึ่งทำให้เกิดสารพิษพวกโลหะหนักตามมามากมาย เราก็สามารถมีส่วนช่วยทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นได้ ด้วยการเปลี่ยนเศษอาหารอินทรีย์เหล่านี้ ให้เป็นน้ำหมักชีวภาพ ที่มีส่วนช่วยสร้างออกซิเจนให้เกิดขึ้นในอากาศได้มากขึ้น อาจารย์ได้เคยอธิบายไว้ว่า “เวลาเราหมักเราต้องใส่น้ำเยอะๆ เพราะน้ำจะช่วยรองรับจุลินทรีย์ให้เปลี่ยนตัวเองเป็นสารอาหารบางอย่าง และช่วยทำให้เกิดออกซิเจนปลดปล่อยออกมาในการหมัก ก็ทำให้อากาศเย็น ฝุ่นละอองที่มีโลหะหนักก็ลดลงด้วย”

 

 

ก่อนกลับ อาจารย์ได้เล่าถึงเครือข่ายน้ำหมักชีวภาพที่อู่ฮั่นให้ฟังว่า พวกเขาได้นำน้ำหมักชีวภาพไปในสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญกับไวรัสโควิด 19 โดยนำน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ที่จนมีรสจืด เป็นวุ้น ไม่มีรส ไม่สี ไม่มีกลิ่น ไปผสมน้ำในอัตราส่วน 1 cc ต่อน้ำ 10 ลิตร แล้วฉีดพ่นไปในอากาศ ทั้งในบ้าน และบริเวณที่พวกเขาอยู่ เพื่อเพื่อเปลี่ยนไอร้อนในอากาศ เป็นไอเย็นออกซิเจน และก็ช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศลงมา ซึ่งก็พบว่าได้ผลดีมาก เรียกว่าแทนที่เราจะมุ่งใช้แอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างเดียว ซึ่งก็อาจทำให้ทั้งจุลินทรีย์ที่ดีและไม่ดีตาย อีกทั้งยังทำให้ออกซิเจนในอากาศลดลง และก็อาจส่งผลกระทบกับเราตามมา เราก็ใช้น้ำหมักชีวภาพนี้มาช่วยอีกแรงหนึ่งด้วย  

ผู้เขียนเองก็ได้รับแบ่งเอนไซม์มาบางส่วน และก็ลองนำมาผสมน้ำแล้วสเปรย์บริเวณบ้านและรอบๆดู ก็รู้สึกถึงอากาศที่สดชื่นขึ้นจริงๆ ใครมีน้ำหมักชีวภาพที่หมักมาเป็นเวลานาน จนจืด และเป็นวุ้นแล้ว ก็ลองนำมาใช้กันดูนะคะ อาจารย์มักจะพูดกับพวกเราเสมอๆ ว่า “อย่าเชื่อ อย่าสงสัย ลองทำดู แล้วก็รับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นยังไง”

จะว่าไป ในยามวิกฤตแบบนี้ หากมองในแง่บวก ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ทำให้หลายคนกลับมาเริ่มใส่ใจชีวิตที่เคยหลงลืมไป  กลับดูแลตัวเองทั้งกายใจ ดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น หัดปลูกผัก ทำอาหารด้วยตัวเองมากขึ้น ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้นด้วย

 

 

“ให้เรายิ้มรับทุกสถานการณ์ ทำความกดดันทุกสิ่งให้เป็นปัญญา ในความพร่องก็มีสิ่งดีๆอยู่ เราต้องหาให้เจอ” นี่คือสิ่งที่อาจารย์บอกพวกเรา

 

 

ขอบคุณหมอจิ๊บ ผู้นำพาให้ได้ไปร่วมเรียนรู้ที่บ้านสุขภาพ ขอบคุณแม่ชี ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ที่เมตตาให้บทเรียนที่ดีกับพวกเราตลอด ขอบคุณทีมงาน ทั้งลูกหมู พี่นาวี ลุงแดง และคนอื่นๆที่จำชื่อได้ไม่หมด ที่ช่วยดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณสถานที่ อากาศ ผืนป่า ผืนดิน ผืนทราย ท้องทะเล และที่นอนไม้ไผ่ ที่ทำให้รู้สึกได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ช่วยนำพาให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย จนรู้สึกเกิดความมั่นคงภายในใจมากขึ้นกว่าตอนก่อนไปมากนัก และก็หวังว่าเรื่องราวนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/HealthfarmclubThailand/, https://www.facebook.com/marnoi.bigbome

 

 

ใครสนใจเรียนรู้เรื่องการดูแลชีวิตและสุขภาพ รวมถึงการทำเอนไซม์ชีวภาพของบ้านสุขภาพเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูล หรือติดต่อสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/HealthfarmclubThailand/ นะคะ

You may also like