Home ระบบอาหารทางเลือก Op-ed: สร้างคุณค่าให้กับสองมือที่ผลิตอาหารให้เราได้ทาน

Op-ed: สร้างคุณค่าให้กับสองมือที่ผลิตอาหารให้เราได้ทาน

โดย Mas Masumoto

การอยู่ห่างจากกัน. นั่นคืออารมณ์ที่เราทุกคนกำลังเผชิญทามกลางช่วงเวลาของโรคที่ระบาดไปทั่วโลก

เรื่องราวจากเกษตรกรสวนลูกพีชและนักเขียนที่โด่งดังที่มักพูดคุยกับผู้นำทางอาหารอย่าง Michael Pollan, Alice Waters, Raj Patel และคนอื่น ๆ เกี่ยวกับอาหารที่เชื่อมโยงกับพวกเราทุกคน

ผมชาวเกษตรกรที่ต้องแยกกันอยู่ และต้องทำงานในพื้นที่โล่ง ที่ส่วนใหญ่ทำงานกันแบบต่างคนต่างทำอยู่คนเดียว ขณะนี้ เราเองก็พบว่ามีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Coronavirus ที่ส่งผลต่อวิถีทำมาหากินที่เราได้เลือกเดิน โดยที่ตัวเองและครอบครัวพร้อมลูกก็เป็นหุ้นส่วนกับเราในสวนของเรา อนาคตของเราถูกวัดโดยผลผลิตที่ออกดอกออกผลจากที่ดินนี้มาต่อหลายรุ่น คำถามคือ มีอะไรที่กำลังรอเราอยู๋ที่นอกเหนือจากต้นไม้และต้นองุ่นของเรา 

ดังนั้น ผมจึงเชิญเพื่อนร่วมงานเพียงไม่กี่คนมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกระหว่างกัน เพื่อนของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร นักเคลื่อนไหว และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกของอาหารมีความตั้งใจที่จะมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างไม่อ้อมค้อม เพื่อช่วยฉายภาพวิธีที่ทำธุรกิจครอบครัวอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนไปจากการระบาด

เมื่อผมถามคุณ José Andrés ถึงอนาคตของอาหาร ซึ่งเค้าเป็นเชฟและผู้ก่อตั้ง World Central Kitchen คุณ José ได้ให้กล่าวว่า “ผมหวังว่า คนอเมริกาจะไม่ต้องการอาหารบริจาค หรือ พ่อครัวที่ต้องทำอาหารแจกอีกต่อไป” เราหันมาสนใจมากขึ้นเมื่อเขาได้เอ่ยว่า “สภาพปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้จะทำห้พวกเราได้หันกลับมาคิดหนักถึงวิถีการกินอาหาร ผมเชื่อมั่นว่า ผู้ผลิตอาหารให้คนอเมริกาจะได้การยอมรับ” ใช่แล้ว พวกเราสามารถอยู่ในบ้านกันอย่างสงบได้ ถ้าหากเรามีอาหารได้ทานในขณะที่เราอาศัยอยู่บ้าน

“การจัดหาอาหาร (ที่เราส่วนใหญ่ล้วนต้องพึ่งพา) เป็นความท่าทายอันใหญ่หลวงของวันนี้ ที่มาพร้อมด้วยผลลัพธ์ที่สินค้าอะไรก็ตามที่เราผลิตได้ตามปกติกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า” Michael Pollan นักวารสารและนักเขียนหนังสือกฎของอาหาร (Food Rules) การกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้บริโภค (The Omnivore’s Dilemma) และหนังสือด้านระบบอาหารหลายเล่ม ได้เขียนจดหมายในปัจจุบันเอาไว้ว่า “แหล่งอาหารดีๆ ที่คนอเมริกันไม่เหลียวแล กลับถูกนำมาแจกจ่าย และได้กลับมาเห็นคุณค่าที่จริงๆ อีกครั้งจากไวรัส”

Andrés และ Pollan พูดถูกที่โคโรน่าไวรัสได้เปิดเผยข้อเท็จจริงง่ายๆ ที่เราชาวผู้ผลิตได้ทราบถึงแหล่งอาหารมายาวนาน พวกเราจึงคระหนักว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว ห่วงโซ่อาหารของพวกเราได้ผูกติดและเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับผลผลิตที่เราได้ปลูก กระจาย จัดเตรียม และส่งถึงผู้ผลิต ขณะนี้ ห่วยโซ่อาหารเหล่านี้ก็กำลังเผชิญกับ disruptions ใหญ่อยู่หลายเรื่อง ในแต่ละวัน คนอเมริกาถูกบีบให้ถามถึงที่มาของแหล่งอาหาร การแพร่ระบาดของโรคกระตุ้นให้สาธารณะได้คิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น พวกเราทุกคนอยู่รอดได้เพราะระบบเครือข่ายทางอาหาร

 

Mas Masumoto ที่กำลังทำงานในสวนลูกพีชของเขา (ภาพโดย Nikiko Masumoto)

 ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว อารมณ์ของผมได้สงบลงพร้อมกับคำแนะนะที่เปียมด้วยปัญญาของคนรอบข้าง ผมได้ฉุดคิดได้ว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมและเครือข่าย เมื่อผมติดต่อไปที่คุณ Alice Waters เชฟและผู้ก่อตั้งโครงการ Chez Panisse และ The Edible Schoolyard เธอตอบกลับมาว่า “วิกฤตในขณะนี้กำลังเตือนพวกเราว่าความมั่นคงทางอาหารขึ้นอยู่กับระบบอาหารของท้องถิ่น เมื่อเราผลิตอาหารที่ให้ชีวิตใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิต เราจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเท่านั้น แต่ยังมีส่วนลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่มีความหวังและหอมหวานในอนาคต”

เกษตรกรที่ผลิตอาหารแก่สาธารณะ สิ่งที่ของพวกเราทำจึงเป็นงานสาธารณะโครงข่ายอาหารในประเทศที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้นอยู่กับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างบุคคลต่อบุคคล หลายคนได้เรียนรู้ถึงอาหารที่ทานกันมากขึ้น หลายคนเองก็ตระหนักว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องส่วนตัว พวกเราทุกคนจึงทำงานเพื่อเติมเต็มร่างกายและจิตวัญญาณของมนุษย์ด้วยชีวิต

ที่ผ่านมา การออกห่างจากความเป็นตัวตนของอาหารอย่างเป็นระบบได้ทำให้สินค้าเกษตรได้ถูกล้อไปกับเงินตรา ความต้องการผลิต อุปทานและอุปทาน โคโรน่าไวรัสบีบให้เรามองไปในโลกที่แตกต่าง ซึ่งขณะนี้เราได้เห็นจากเพื่อนบ้าน ครอบครัว และผู้คนที่มีผลต่อสุขภาพและสภาพความเป็นอยู่ของพวกเรา ในทำนองเดียวกัน อาหารได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของมนุษย์ เราสามารถอยู่ในบ้านได้ขอเพียงเรามีอาหารไว้ทานได้เท่านั้น

ฟาร์มเล็กๆ ของพวกเราที่ตั้งอยู่ในสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน อาหารก็คือส่วนหนึ่งของโครงข่ายที่ผูกโยงกัน จากฟาร์มสู่รถบรรทุก สู่ผู้ขนส่ง หลายต่อหลายมือที่ได้สัมผัสอาหารที่เรากิน ไม่ว่าจะเป็นระบบการกระจายสินค้าของนายหน้า พ่อค้าส่ง ตลาดค้าปลีก และร้านอาหาร ทุกส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่มีความซับซ้อนที่ป้อนอาหารสู่มือจานอาหารที่เราได้กินกัน

ช่วงนี้ ส่วนหนึ่งของการพบปะกันช่วงเช้าภายในฟาร์มก็จะข้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนกับอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับฟาร์มของพวกเราที่มีเรื่องสนทนาเกี่ยวกับอาหารที่ตรงกัน ลูกสาวของเรา Nikiko Masumoto คนที่มาทำฟาร์มอยู่ข้างๆ ผม ก็นำการไปมาหาสู่และความรับผิดชอบใหม่ๆ เข้ามา “วิกฤตโควิด 19 ที่ทั้งนำมาสู่และเผยถึงเส้นทางที่ล้มเหลวของระบบอาหารของพวกเรา ความหิวโหยที่ได้กลายเป็นปัญหา การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้รับการบรรเทาจากความยากจนและการแบ่งแยกเชื้อชาติเชิงโครงสร้าง บางคนได้เผชิญกับความรู้สึกถึงความขาดแคลนและความไม่มั่นคงเป็นครั้งแรก”

บนพื้นที่ฟาร์มของพวกเรา พวกเราทำงานถึงระดับรากหญ้าและรู้เป็นอย่างดีว่ามือที่มองไม่เห็นที่สนับสนุนเราเป็นมือที่มาจากคนสวนนั้นเอง ชะตากรรมของพวกเขาถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยระบบอาหารราคาถูกที่อุตสาหกรรมได้สร้างขึ้น แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจคือ “ราคาสินค้า” ที่มาพร้อมด้วยการลดค่าใช้จ่าย จ่ายค่าแรงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ จำกัดการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และให้สิทธิประโยชน์เพียงไม่กี่อย่าง สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีอาหารราคาถูกไว้กินกันในปัจจุบัน การถูกท้าทายด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และ ปริมาฯแรงงานที่หดตัวลงเนื่องจากการปิดพรมแดน เกษตรกรหลายรายจึงหันมาใช้วิทยาศาสตร์และเครื่องจักรกลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตราบเท่าเรายังคงต้องการให้อาหารถูกเสกลงมาบนโต๊ะตามสูตรที่เราวางเอาไว้

ตลาดเกษตรกรบางแห่งพบว่ามีลูกค้าเข้ามาเดินซื้อของน้อยลงเนื่องจากคนกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย ร้านโชว์ห่วยจึงถูกดึงเข้ามาเป็นช่องทางกระจายอาหารเส้นใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่ต่างจากปกติและเป็นเวลานาน ร้านอาหารหลายแห่งกำลังพยายามปูพรมเปลี่ยนไปให้บริการแบบซื้อกลับบ้านและจัดส่งถึงที่ แต่โดยทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อยก็ใช้ว่าจะไม่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับวิกฤตในครั้งนี้ได้ ร้านอาหารหลายแห่งจึงไม่กลับมาเปิดหน้าร้านและตกกลายเป็นเหยื่อของพายุนี้ตามที่เราทราบกัน

ตอนนี้ ยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่รวดเร็ว ถึงแม้จะมีผู้นำบางคนประกาศไว้แล้วก็ตาม พวกเราจึงหวนกลับมาทบทวนวิถีการกินและอาหารที่เราทานเข้าไป นายหน้ารับซื้อสินค้าเกษตรฟาร์มของเรา Cindy Richter จาก Fruit World ได้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว “ที่อยู่อาศัยภายในร้านค้าได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ก่อนที่เราจะตอบสนองความต้องการลูกค้าในช่วงวิกฤต” เธอยังกล่าวอีกว่า ผู้คนกำลังคิดถึงอาหารมากขึ้น วางแผนกันมากขึ้น และหันมาใช้ระบบบริการจัดส่งอาหารระดับบุคคลแทน แต่ถ้าคนอื่นเพื่อผู้คนละ มันจะเป็นการกำจัดแรงจูงใจการซื้อสินค้าหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในรายการจับจ่ายซื้อของที่มีความสำคัญมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนแต่อย่างใด”

ผมไม่ทำเกษตรตัวคนเดียว จากคำอุปมาที่ว่า “Farm to fork จากฟาร์มถึงซ้อมอาหาร” ทำให้ทุกอย่างมันดูง่ายเกินไปที่ทำให้ผู้คนเป็นผู้เล่นแค่ระดับกลาง Dan Barber เชฟของร้าน Blue Hill และผู้ก่อตั้งร้าน Stone Barns ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นกันว่า “พวกเราควรจะนึกถึงว่าการขนส่งอาหารของเราจำเป็นต้องกลายเป็นระบบอาหาร” เขากล่าวว่า “เพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ตั้งไว้ จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหารน่าจะเป็นประโยชน์แก่พ่อค้าคนกลางไม่กี่ราย ไม่เพียงแต่เชฟและผู้ทานอาหาร แต่ยังรวมถึงโรงสีข้าว คนทำมอลท์ ร้านขายเนื้อ โรงงานแปรรูป นักถนอมอาหาร คนหมักเครื่องดื่ม และผู้กระจายสินค้า”

หลายคนก็พยายามเช่นกันที่จะผลิตอาหารด้วยตนเอง “การอยู่ที่บ้านจะนำไปสู่การเพาะปลูกที่สำเร็จนับล้านแห่งเพื่อผลิตอาหารเอง ปรุงเองและกลับสู่บนโต๊ะของครอบครัว” Waters บอกผมไว้ว่า  “ถ้าโรงเรียนเราเปิดรับแนวคิดนี้และสนับสนุนการเกษตรที่ผลิตในท้องถิ่น มีชีวิตและเป็นอินทรีย์แล้ว ลูกหลานของเราน่าจะโตผ่านการเรียนรู้ถึงคุณค่าของการเอาใจใส่ การทำนุบำรุงและชุมชน”

ธุรกิจเกษตรส่วนใหญ่ปฏิบัติต่ออาหารที่กำลังเติบโตราวกับว่ามันไม่ต่างจากการทำวิดเจ็ตหรือทำโปรแกรมโทรศัพท์ ซึ่งเป็นเพียงแค่การผลิตและเศรษฐกิจ แต่ผมรู้สึกว่ามันกำลังเปลี่ยน การทำเกษตรได้กลับมาเป็นสิ่งสำคัญ และผู้ผลิตรายย่อยได้เปลี่ยนรูปแบบเพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งไม่ใช้การซื้อ-ขายเพื่อรายได้ แต่เป็นผลผลิตที่เกิดจากตัวผู้ผลิตเอง

“บทเรียนที่เราควรจะเรียนรู้จากการระบาดครั้งใหญ่คือความกลัว หากปราศจากความกลัว เราสามารถปฏิบัติต่อสายใยแห่งชีวิตอย่างปู้ยีปู้ยำได้เท่าที่เราต้องการ ทำลายอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สร้างความพังพินาศจากพืชและสัตว์ที่ผลิตเชิงเดียว โดยมนุษย์ที่ได้ปฏิบัติต่อโลกได้อย่างแย่ที่สุด” Raj Patel นักเศรษฐศาสตร์และผู้เขียน Stuffed and Starved and The Value of Nothing ได้แนะนำผมมา

José Andrés เน้นความสำคัญของการเปิดโปงให้ทุกคนได้เห็นห่วงโซ่อาหาร: “ไม่เพียงแต่ในร้านอาหารของเรา แต่ในโรงเรียนโรงพยาบาล สถานพยาบาลและสถานที่อื่นๆ”

การเชื่อมโยงทางสังคมกับอาหารมีความชัดเจนมากขึ้น: ผู้คนถูกบังคับให้ต้องเสาะหาความหมายของอาหาร เมื่อใกล้ร้านอาหารและบาร์ปิดตัว เราถูกบังคับให้กินที่บ้านและสัมผัสกับอาหารในรูปแบบที่แตกต่างกัน การปรุงอาหารในบ้านได้กลับมาสีสันอีกครั้ง ในขณะที่กลุ่มคนอื่นๆ ไม่ค้องมาปรุงอาหารให้เราทุกคนได้ทานอีกแล้ว

Jessica B. Harris นักเขียนหนังสือทำอาหารและนักประวัติศาสตร์ด้านอาหาร ได้บอกกับผมว่า: “ฉันคิดว่าเราจะได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญบางอย่างเกี่ยวกับปริมาณอาหารั้เหมาะสมกับโต๊ะทานข้าวและความสำคัญที่มารวมกันเล่นละครอาหารในชีวิตของเรา แต่ยังรวมถึงห้องกินข้าว ห้องครัว ร้านอาหาร ร้านเบอร์เกอร์ หรือแม้แต่ร้านที่นั่งลงบนเก้าอี้บาร์”

Michael Pollan เห็นด้วยว่า “การฟื้นฟูการทำอาหารในบ้านกำลังขยายตัวมากขึ้น อาหารที่ใช้ร่วมกันเป็นหนึ่งในความสุขเล็กๆน้อยๆ ที่เหลือให้เรา” เขากล่าวว่า เสียงของเขาก้องในขณะที่ผมเดินผ่านสวนผลไม้ของเรา ทำให้คิดถึงการเก็บเกี่ยวลูกพีช น้ำหวาน แอปริคอต และลูกเกดอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อน ฉันพบความสะดวกสบายที่หวังว่าผลผลิตของเราจะมาอยู่บนโต๊ะอาหารของหลาย ๆ คน

อาหารได้กลับคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิม และกลายเป็นพิธีกรรมเชิงวัฒนธรรมแบบใหม่ของการรวมตัวกันของผู้คน – จากวิธีที่เราได้รับอาหารไปยังผู้คนและที่ที่ปรุงอาหาร และกิจกรรมที่เรามีส่วนข้องเกี่ยว แต่เกษตรกรของเราอยู่กับการมองโลกในแง่ร้าย กังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศ ราคา ศัตรูพืช และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นปัจจุบัน

ผมรู้สึกว่าร้านอาหารที่เราขายให้และวิธีที่พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ในภาวะโรคระบาด กระบวนทัศน์ใหม่ของอาหารได้ปรากฏขึ้น ซึ่งผู้ผลิตอาหารให้เราได้ทานกันได้รับความเคารพมากขึ้น ข้างหลังร้านอาหารทุกแห่งไม่เพียงแต่มีกลุ่มพ่อครัวและพนักงานเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มเกษตรกรและผู้ส่งสินค้าอีกด้วยและเราก็จะเปลี่ยนแปลงและพลึกโฉมด้วย ทว่าเศรษฐกิจที่ตกต่ำของวันนี้จะทำลายแผนการต่างๆ ลง

ตามที่คุณ Pollan เห็น หลังจากการระบาดใหญ่ เราอาจ“ รีบกลับไปสู่สภาพที่เป็นอยู่” การตื่นตัวและเห็นคุณค่าของห่วงโซ่อาหารที่เพิ่มขึ้นอาจถูกโยนทิ้งไว้ข้างไว้ข้างๆ สวนและโครงการใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับทำอาหาร จนสภาพของคนงานในไร่และในร้านอาหารอาจถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว

“ผมกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤติที่เกิดขึ้นล่าสุดที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ห่วงโซ่อุปทานและต่อร้านอาหาร” และคุณ Pollen กล่าวเสริมอีกว่า “ดูเหมือนว่าร้านค้าและร้านอาหารที่เป็นที่นิยมจะอยู่ภายใต้เครือข่ายขนาดใหญ่และพื้นที่แข่งขันทางธุรกิจที่ถูกเหลือไว้แต่สถานประกอบการที่มรูปแบบทำธุรกิจแบบเดียวกันและหดหายไป”

แต่เขาหวังว่า“ ความพึงพอใจของการสร้างสิ่งที่หลายๆ คนจะมีความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับอาหารที่จะเป็นรางวัลให้ตัวเอง และแผนการทำสวนและอาหารปรุงเองที่บ้านต่างหากที่อยู่นานกว่าไวรัส”

ช่างตัดผมท่านหนึ่งได้มุ่งไปที่การแสดงออกในประเพณีของชาวยิว tikkun olam “มันหมายถึงความคิดที่จะซ่อมโลกที่บุบสลาย ให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง” เขาหวังว่าผู้คนจำนวนมากจะโผล่ออกมาจากช่วงเวลานี้ด้วยวิธีการที่อยู่ในใจ ในไม่ช้า ผมหวังว่าเราจะเปลี่ยนการเผชิญปัญหาเป็นความหวัง ต้องใช้ไวรัสที่มองไม่เห็นเพื่อทำให้เกษตรกรและอาหารมองเห็นได้อีกครั้ง

“หากเราออกมาจากวิกฤติครั้งนี้ด้วยการเห็นความสำคัญของมือที่ผลิตอาหารให้แกเรา และความเคารพต่อความหลากหลายของชีวิตอีกครั้ง เราจะได้เรียนรู้ได้ดีขึ้น” Patel ได้กล่าวเพิ่มเติมไว้

ผมเลี่ยงคำพูดเหล่านี้จากเพื่อนร่วมงานของผม บางครั้งเกษตรกรอาจไม่โดดเดี่ยวอย่างที่เราคิด เรามีโอกาสที่จะแก้ไขความไม่เท่าเทียมและสร้างความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อาหารที่เรามีส่วนอยู่ในนั้นด้วย การเปลี่ยนแปลงอาจกำลังดำเนินการอยู่ในขณะที่เราพักพิงในสถานที่ และคิดใหม่ถึงอาหารที่เรากิน

Jessica B. Harris ได้แบ่งปันเรื่องราวไว้ว่า “ผมทั้งคิด หวัง ภาวนาว่าที่เราเรียนรู้ที่จะขอบคุณ…ขอบคุณสำหรับเกษตรกร ผู้ขายสินค้า ผู้ที่ปรุงอาหาร และสำหรับผู้ให้บริการ และเฉลิมฉลองให้พวกเขา ได้รับค่าตอบแทนที่ดีและเข้าใจถึงบทบาทที่สำคัญและจำเป็นที่พวกเขาได้ทำไว้ในชีวิตของเรา”

ช่างตัดผมยังเสริมด้วยว่า “ระบบอาหารที่เฟื่องฟูหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับผู้เล่นด้านอาหารที่สำคัญเหล่านี้ได้ในโลกที่แตกสลายและปะติดปะต่อกันในระยะยาว และการวิ่งยาวๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว”

วันนี้ ความตายเดินไปกับเราและเข้ามาเขย่าโลกของอาหาร ชั้นวางของในร้านขายของชำได้ว่างลงในที่สาธารณะและกังวลเกี่ยวถึงอาหารมื้อต่อไป โคโรน่าไวรัสบังคับให้เราต้องใส่ใจกับเครือข่ายทางสังคมของอาหารซึ่งเป็นระบบที่อิงจากการค้าและความสัมพันธ์กันหลายส่วน แต่จากความโกลาหลนี้เกษตรกรกำลังเอ่ยถึงความรู้สึกใหม่ๆ ในการเป็นเจ้าของ ความเป็นสินค้าอุปโภคของอาหารกำลังเปลี่ยนไปในไม่ช้า

ในฟาร์มเล็กๆ ของเรา เราต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้ และเมื่อผมเติบโตไปเป็นเกษตรกรรุ่นเก่า ผมมักถามว่ามีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวเหลืออยู่เท่าไรเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง คำตอบของผมคือ ปีหน้านั้นแหล

บทความจาก

You may also like