Home ระบบอาหารทางเลือก ป่าอาหาร (Food Forest) ระบบผลิตอาหารสู่ความยั่งยืน

ป่าอาหาร (Food Forest) ระบบผลิตอาหารสู่ความยั่งยืน

บทนำ

ระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีลักษณะเฉพาะที่ไม่ยั่งยืน รวมทั้งพื้นที่เกิดความเสื่อมโทรม การปนเปื้อนสารเคมีในน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อสุขภาพ และการกระจายรายได้อย่างไม่เป็นธรรม ระบบอาหารทางเลือก เช่น ป่าอาหาร (Food forest) สามารถจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทตามท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งป่าอาหารเป็นวนเกษตรที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นระบบที่ปลูกพืชหลายชั้น (3 ถึง 7 ชั้น) ที่มีความสูงต่างกัน ได้แก่ ต้นไม้ พุ่มไม้ และพืชคลุมดิน ป่าอาหารมีศักยภาพที่จะให้อาหารในการดำรงชีวิต รวมถึงนิเวศบริการ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย การลดความร้อน การจัดเก็บคาร์บอน และเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ การศึกษา และการสร้างชุมชน

วิธีการศึกษา

การศึกษาจะเริ่มจากการสำรวจจาก Google Map โดยใช้คำว่า “Food Forest” “Food Garden” และ “Waldgarten” (ภาษาเยอรมัน) กว่า 209 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกาและยุโรป จากนั้นจากเลือก 14 พื้นที่ในการศึกษาเชิงลึกในด้านนิเวศบริการและความยั่งยืนทั้ง 3 มิติ ดังนี้

มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม

  • การจ้างงานที่มีความหมายและปลอดภัย รวมถึงมีกิจกรรมกับวัตถุประสงค์ทางสังคม ได้แก่ สถานที่ทำงานที่มีอุปกรณ์ป้องกัน กิจกรรมการทำงานที่หลากหลาย มาตรการด้านความปลอดภัย และมีกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของชุมชน ความยุติธรรมในสังคม การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • การเกื้อหนุนชุมชนและความเป็นอยู่ที่ดี ผลิตภัณฑ์และบริการที่ราคาไม่แพงและดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารในภูมิภาค ตามฤดูกาล อาหารสดและ/หรือกิจกรรมรวม (เช่น สำหรับเด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ ชนกลุ่มน้อย)
  • การสร้างขีดความสามารถ อาทิ กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ เชิงบรรทัดฐาน มโนสำนึกและการเคลื่อนไหวที่มีประโยชน์ต่อสังคม

มิติด้านสิ่งแวดล้อม

  • การอนุรักษ์น้ำและดิน ได้แก่ มาตรการประหยัดน้ำ (เช่น การใช้ระบบน้ำหยด การเก็บน้ำฝน) และการสร้างชั้นดิน (เช่น สับเศษพืชแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย คลุมดิน)
  • อากาศเย็นสบายภายในพื้นที่ ที่เกิดจากการระบายความร้อนและให้ร่มเงา เช่น การออกแบบเรือนยอดที่มีความหนาแน่นหลายชั้นที่มีหลังคาทรงสูง การคลุมดิน หรือการล้อมรอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น ต้นไม้หรือเถาวัลย์
  • ความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นปลูกพืชให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูงและการเพาะปลูกพันธุ์หายาก พื้นที่ที่ไม่ถูกรบกวนสำหรับสัตว์ต่างๆ การเชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียวอื่นๆ เช่น ป่าไม้ หรือ สวนป่า

มิติด้านเศรษฐกิจ

  • ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อาทิ พนักงานได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม (และรวมถึงตำแหน่งพาร์ทไทม์) และครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • องค์กรที่เป็นทางการ ป่าอาหารมีความน่าเชื่อถือและการมองการณ์ไกล ตัวอย่างเช่น ผ่านการมีแผนการพัฒนาพื้นที่ การติดตามผลตอบแทน การทำบัญชี การจดทะเบียนองค์กร การมีภูมิหลังทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
  • ความเป็นเจ้าของร่วมกันและการตัดสินใจ มีหลักการสหกรณ์เชิงสถาบันเพื่อการเป็นเจ้าของร่วมกันและระยะยาวและการตัดสินใจ เช่น ธุรกิจที่พนักงานเป็นเจ้าของหรือธุรกิจที่เป็นรากฐาน

ผลที่ได้จากการสำรวจ

ป่าอาหารทั้งหมด 209 แห่งตั้งอยู่ใน 19 ประเทศโดนส่วนใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา (86 แห่ง) และยุโรป (96 แห่ง) โดยประมาณ 50% อยู่ในพื้นที่ชนบท และ 30% ในเมืองใหญ่และปริมณฑล (มีผู้อาศัย 0.5 ล้านคน) และ 20% อยู่ในเมืองขนาดเล็กถึงเมืองขนาดกลาง (50,000-0.5 ล้านคน) ป่าอาหารส่วนใหญ่ดำเนินการโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (46%),  ธุรกิจทั่วไป (31%), วิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ (7%) มูลนิธิหรือกองทุนที่ดิน (3%) หรือองค์กรสาธารณะ เช่น มหาวิทยาลัย (2%) และขนาดพื้นที่ป่าอาหารเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7 เอเคอร์ (1.9 เฮกตาร์ หรือ 11.4 ไร่) โดย 50% ของป่าอาหารมีพื้นที่น้อยกว่า 0.4 เฮกตาร์ หรือ 2.4 ไร่ ดังรูปด้านล่าง (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6 ไร่ 1 งาน)

จากกราฟด้านบนแสดงให้เห็นว่าป่าอาหารบางส่วนเริ่มกลับมาเกิดใหม่ในปี 1970 (เช่น Langerhorst ในออสเตรีย) จำนวนมากในช่วงต้น การขยายตัวได้เริ่มต้นใน พ.ศ. 2547 ป่าอาหารเกิดใหม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยขึ้นจุดสูงสุดที่ 19 แห่งในปี 2014

ป่าอาหารได้ให้คุณประโยชน์ที่หลากหลาย พื้นที่เหล่านี้สามารถผลิตอาหาร (ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และแหล่งเพาะกล้าอ่อน) รวมถึงควบคุมและเกื้อหนุนสิ่งแวดล้อม และให้คุณค่าแก่สังคมและวัฒนธรรม (การสร้างชุมชน การศึกษา และนันทนาการ) ป่าอาหารส่วนใหญ่กว่า 209 แห่งเน้นการศึกษา (40%) การสร้างชุมชน (32%) การผลิตอาหาร (11%) และมีไม่กี่แห่ง (ต่ำกว่า 10%) ที่ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง นันทนาการ การแปรรูปอาหาร หรือนิเวศบริการด้านสิ่แวดล้อมหรือแหล่งเพาะกล้าพันธุ์ ดังแผนภูมิด้านล่าง

ป่าอาหารที่โดดเด่นในแต่นิเวศบริการ

ป่าอาหารต้นแบบที่คัดเลือกมาเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึกและนำมาแสดงทั้งหมด 14 แห่ง ตามตัวแทนนิเวศบริการทั้งหมดที่กล่าวถึง โดยผู้ศึกษาได้ให้คำอธิบายของอาหารที่เป็นแบบอย่างละเอียดในแง่ที่ตั้ง ขนาด สินค้าและบริการ ความเป็นเจ้าของ พนักงาน และการจัดการ

พื้นที่โดดเด่นด้านการผลิตอาหาร (Food Production Services)

การให้ผลผลิต

ป่าไม้อาหารในหมวดนี้ให้ผลผลิตในรูปของสมุนไพร ผัก ผลไม้ และถั่ว พื้นที่เหล่านี้ขายผลผลิตผ่านช่องทางที่หลากหลายจากการตลาดระบบสมาชิก (CSA) กล่องอาหาร (Food box) ซื้อขายจากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการโดยตรง (B2C) หรือซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง (B2B)

ป่าอาหาร Foodforest Ketelsbroek ได้ดำเนินการบนพื้นที่ 2.4 เฮกตาร์ (14.4 ไร่) และซื้อขายผลผลิตโดยตรงกับธุรกิจในท้องถิ่น 3 ประเภท (การทำอาหาร, บริการจัดเลี้ยง และโรงเบียร์) ที่เข้าร่วมในการเก็บเกี่ยวรายสัปดาห์ ป่าอาหารแห่งนี้มีเจ้าของ 2 คน ที่เน้นการหลักการควบคุมทางธรรมชาติมาใช้ในการจัดการพื้นที่ตั้งแต่ปี 2552 การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวนเกษตรและอาหาร-ป่าไม้ ผู้บุกเบิกคือ Martin Crawford และเกษตรกรในเคนยาเป็นส่วนหนึ่ง ป่าอาหารที่นี้ใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ต่ำมาก โดยใช้แนวทาง “เราต้องทำให้ตัวเองกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์” หมายถึงการเข้าไปจัดการในพื้นที่ระหว่างการเพาะปลูกให้น้อยที่สุด กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นการเก็บเกี่ยวและการแทรกระบบนิเวศให้น้อยที่สุด ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากไม้ยืนต้น (ผลไม้ สมุนไพร พืชไม้ดอกที่กินได้) และทำให้เกิดจ้างงาน part-time อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นช้า แต่ให้ผลกำไรมากกว่าพื้นที่เกษตรทั่วไปที่อยู่ใกล้เคียง โดยแหล่งรายได้หลักมาจากการให้คำปรึกษาและการจัดอบรม ในปี 2560 มีผู้เข้าชมกว่า 1,200 คน มาท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอาหารแห่งนี้

Ökohof Waldgarten (Eco-Farm Food Forest) ดำเนินการบนพื้นที่ 5 เฮกตาร์ (30 ไร่) และเริ่มต้นในปี 2549 โดยเจ้าของที่เริ่มปลูกเกาลัด หลังจากนั้นไม่นานก็ผลิตผักประจำปีป้อนแก่ตลาด และรวมถึงการตลาดระบบสมาชิก (CSA) ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันส่งอาหารกล่องประมาณ 120 กล่องต่อสัปดาห์ (ผลไม้ 20% ผัก 80%) แก่สมาชิกกว่า 200 คน ป่าอาหารแห่งนี้มีพื้นที่วนเกษตรอยู่ที่ 12 ไร่และสวนผัก 18 ไร่ ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนมาสู่ระบบวนเกษตรในเวลาถัดมา ป่าแห่งนี้ดูแลโดยเจ้าของคนเดียว เกษตรกร 3 คน เด็กฝึกงานเต็มเวลา 2 คน และพาร์ทไทม์ 2 คน ในฤดูกาลเพาะปลูก สมาชิก CSA สามารถมีส่วนรวมในช่วงเวลาเพาะปลูกได้

ป่าอาหาร Den Food Bosch ได้เริ่มดำเนินการบนพื้นที่ 6 ไร่ ตั้งแต่ปี 2560 บนป่าอาหารที่สลับซับซ้อน มีพืชพรรณหลายชนิด โดยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Permaculture และ syntropic farming โดบทำนาเพื่อเก็บเกี่ยวในทุกชั้นเรือนยอด และจำหน่ายผลผลิตประจำสัปดาห์จากพื้นที่เอง ช่องทางการขายอื่นๆ ป่าอาหารแห่งนี้เป็นผลจากนักเรียนคนหนึ่งที่มีความคิดริเริ่มและได้รับทุนจากสาธารณะ และมีมูลนิธิที่ทำสัญญากับผู้จัดการสองคนเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างรายได้ โดยที่ดินแห่งนี้การประปาส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าของ

ป่าอาหารขนาดเล็กอื่นๆ ที่เน้นการผลิตขั้นต้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เกษตรหรือเครือข่ายเกษตรขนาดใหญ่ โดยใช้ช่องทางการขายตรงไปยังร้านอาหารหรือตลาดท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น เครือข่านสวนป่าร็อตเตอร์ดัม ที่ริเริ่มป่าอาหาร 10 แห่งที่ผลิตอาหารเพื่อขายตามท้องตลาด (ในปี 2563 ได้มีการจัดโครงข่ายใหม่และพื้นที่ได้รับการจัดการโดยสหกรณ์ Ondergrond)

การแปรรูปผลิตภัณฑ์

การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่าอาหารมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมการศึกษาหรือจัดเลี้ยงงานจากการอบรม มีป่าอาหารไม่กี่แห่งที่ให้ความสำคัญกับการแปปรูป ส่วนใหญ่จะเป็นป่าอาหารภาคเอกชน ซึ่งมีพนักงานไม่มาก และมีช่องทางการจัดจำหน่ายจากส่วนเอง หรือ ทำอาหารขาย หรือ ขายตรง

ป่าอาหาร Fazenda Ouro Fino ดำเนินการบนพื้นที่ 150 ไร่ มีการแปรรูปพืชผลที่มีมูลค่าสูง เช่น อาซาอี (น้ำซุปข้น) และโกโก้ (การหมัก) เพื่อขายในตลาดท้องถิ่นและการจัดจำหน่ายระหว่างประเทศ ส่วนตัวเว็บไซต์ที่เป็นเจ้าของผลิตพืชอาหารและจัดการฝึกอบรมการศึกษา ในฐานะเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนของผู้บุกเบิกวนเกษตร Ernst Götsch เว็บไซต์นี้มีส่วนสนับสนุนเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบผสมผสาน

ป่าอาหาร Café Botanico (1.2 ไร่) และ Castle Garden (0.24 ไร่) ที่แปรรูปพืชผลพิเศษที่จำหน่ายในร้านกาแฟในป่าอาหาร ในขณะที่ Café Botanico ประกอบอาหารจากอาหารในสถานที่และข้อจำกัดต่างๆ ขายเพื่อให้ผลผลิตพร้อมจำหน่าย ซึ่งได้เพิ่มแยมและชาจากป่าอาหารเป็นส่วนใหญ่ เมนูที่หลากหลายขึ้น ทั้งสองธุรกิจมีพนักงานและค่าใช้จ่ายสูง โดยเงินสนับสนุนได้จากรายได้จากอีกธุรกิจหนึ่งที่เจ้าป่าอาหารทำอยู่

โรงอนุบาลกล้าพันธุ์

การเพาะกล้าพันธุ์ไม่ได้ทำเป็นจริงเป็นจังในป่าอาหารหลายแห่ง ซึ่งสร้างรายได้เล็กน้อยหรือเพื่อขยายพันธุ์พืชไปสถานที่อื่นๆ ในกรณีที่ทำเป็นกิจจะลักษณะก็ทำในระดับที่เล็กมาก ตัวอย่างเช่น Mienbacher Waldgarten (9 ไร่) ที่ขายพืชและเมล็ดพืชออนไลน์ โรงเพาะกล้ามืออาชีพหลายแห่งเชื่อมต่อกับป่าอาหารที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น Balkan Ecology Project ในบัลแกเรียที่เสนอพืชที่เพาะเลี้ยงในพื้นที่ ชนิดพันธุ์แปลกใหม่ และรัฐวิสาหกิจด้านเกษตรกรรมป่าไม้ในสหรัฐอเมริกาที่ทำกิจการค้าส่งพันธุ์ไม้

พื้นที่โดดเด่นด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social-Cultural Services)

การสร้างชุมชน

ป่าอาหารที่มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมักจะอยู่ในเขตเมือง มักตั้งอยู่ในที่ดินสาธารณะและมีการจัดการผ่านสมาชิก และมีอาสาสมัครเข้ามาสนับสนุน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Beacon Food Forest (16.8 ไร่) ในซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา At Peace of Land (0.24 ไร่) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกหลักจากทั่วเมืองพบปะกันทุกสัปดาห์ มีกิจกรรมทำสวนและให้การศึกษา กิจกรรมอบรมเพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกและคนอื่นๆ ที่สนใจ และที่ At The Secret Garden (0.24 ไร่) ที่มีอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมคนหนึ่งดูแลป่าอาหารสำหรับบ้านพักคนชราและโรงเรียน

การศึกษา การให้คำปรึกษา และการวิจัย

ป่าอาหารที่เด่นด้านการศึกษามักตั้งอยู่ในเขตเมืองและชนบท มีกิจกรรมในรูปแบบทัวร์ การจัดอบรม การมีหลักสูตรและโปรแกรมต่างๆ ทุกวันไปจนถึงปี เกี่ยวกับเพอร์มาคัลเจอร์ ป่าอาหารและความเชี่ยวชาญเฉพาะที่เกี่ยวข้อง (เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ) การให้การศึกษาจะช่วยได้การสร้างป่าอาหารผ่านจิตอาสาและแรงงาน และสร้างแหล่งรายได้ โดยที่ Mienbacher Waldgarten มีความเชี่ยวชาญในด้านการพึ่งพาตนเองตั้งแต่ปี 2010 มีผู้จัดการประจำหนึ่งคน และมีครูฝึกที่ใช้ป่าอาหารและบ้านสัมมนา มีเว็บไซต์ยังมีส่วนช่วยในการทำอาหารแบบพึ่งพาตนเองโดยครอบครัวผู้จัดการและทรัพย์สินของครอบครัวของเจ้าของ ป่าอาหารบางแห่งสร้างรายได้โดยให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและการจัดการป่าอาหาร รวมทั้งเพอร์มาคัลเจอร์ การฟื้นฟูพื้นที่ วนเกษตร การจัดการแบบองค์รวม และการทำฟาร์มแบบ syntropic (การทำเกษตรโดยฟื้นฟูจากพื้นที่เสื่อมโทรมจากหลักนิเวศวิทยา) มีป่าอาหารเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีส่วนร่วมการวิจัยกับสถาบันและมหาวิทยาลัย ตัวอย่างได้แก่ Bec Hellouin ในฝรั่งเศสร่วมมือกับ Agro-ParisTech และ French National Agronomy Research Institute และ the Free University of Brussels

สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

ป่าอาหารบางแห่งมีความสวยงามและคุณค่าทางนันทนาการผ่านการออกแบบให้มีเรือนยอดหลายชั้น สภาพอากาศที่เย็นสบาย ความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพืชสมุนไพรและอาหารสด ทำให้มีโอกาสในการหาอาหาร พักผ่อน และการค้นพบความสวยงามและประโยชน์ต่อระบบนิเวศ อาจต้องการคำแนะนำ เช่น ผ่านป้ายเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสัตว์ป่าหรือแมลง ป่าแห่งอาหารของ Hotel Haferland (1.2 ไร่) ที่มีพื้นที่สำหรับผ่อนคลาย ความเพลิดเพลิน และการครุ่นคิด โรงแรมและการจัดการพื้นที่และพ่อครัวของร้านอาหารเก็บเกี่ยวจากป่าอาหาร การออกแบบต้องการการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย เว็บไซต์ก็เช่นกัน มีพื้นที่ป่าอาหารอาจมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นพื้นผลิตอาหารแต่ให้คุณค่าในทางสุนทรียะ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Keela Yoga Farm (684 ไร่) ที่มีการฝึกโยคะรวมกับกิจกรรมทัวร์ป่าอาหาร

พื้นที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Services)

การเกื้อหนุนสิ่งแวดล้อม

ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนแสดงความความกังวลเกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของดินและความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแผนใหม่และชี้ไปที่การฟื้นฟูของธรรมชาติ (และสุขภาพคน) เป็นแรงจูงใจหลักในการจัดการป่าอาหารของพวกเขา ที่ป่าอาหาร Foodforest Ketelsbroek ได้จำกัดผู้เข้าชมเพื่อลดการรบกวนธรรมชาติ โยผู้จัดการยังฟื้นฟูดินขึ้นใหม่อย่างช้าๆ ให้เข้าใกล้กับพื้นดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนป่าอาหาร Fazenda Ouro Fino ก็ทำวิธี “สับวัสดุชีวภาพแล้วปล่อยทิ้งไว้” เพิ่มมวลชีวภาพ การสร้างดิน และผลผลิตในช่วงแรกๆ ในขณะที่ Fazenda Ouro Fino ก็จัดการปลูกพืชกว่า 3-4 ชนิดพันธุ์ ต่อ ไร่ ส่วนที่ Foodforest Ketelsbroek สามารถปลูกพืชได้ประมาณไร่ละกว่า 30-40 ชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชที่มากมักมีจะช่วยสังคมและวัฒนธรรมของการทำอาหารที่มากขึ้น ส่วนป่าอาหาร Essgarten ที่แม้ว่าจะมีพื้นที่แค่ 15 ไร่ แต่มีพันธุ์พืชในพื้นที่ถึง 1,200 ชนิดเลยทีเดียว

การควบคุมสิ่งแวดล้อม

ป่าอาหาร Keela Yoga Farm ที่จัดการพื้นที่ด้วยไก่และแกะเพื่อป้องกันไฟป่า ในรัฐแอริโซนาซึ่งมีสภาพพื้นที่แบบกึ่งแห้งแล้ง ก็มีป่าอาหาร W.C.L. (6 ไร่) โดยมีเป้าหมายที่ทำให้สภาพอากาศเย็นสบายขึ้นในขณะที่ผลิตอาหาร เป็นค้น

ความยั่งยืนของป่าอาหาร

ป่าอาหารมีส่วนทำให้เกิดระบบอาหารที่หลากหลายด้วยไม้ยืนต้นและการศึกษาเชิงประจักษ์และกิจกรรมนันทนาการด้านอาหารและนิเวศวิทยา หลายแห่งทำได้ดีในทางสังคมและนิเวศวิทยา แต่มีจุดอ่อนในทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก 30% ของป่าอาหารที่ศึกษาเชิงลึกยังเป็นอยู่ในระยะเริ่มต้น (ตั้งมาน้อยกว่า 5 ปี) ศักยภาพทางเศรษฐกิจของพวกเขาอาจจะยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา พวกเขาสามารถเรียนรู้จากป่าอาหารที่ทำมานานที่สามารถกระจายผลิตภัณฑ์ของตนหรือมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลักสองสามอย่าง โดยจุดอ่อนในความอยู่รอดทางเศรษฐกิจพบได้บ่อยในเพอร์มาคัลเจอร์มากมาย พื้นที่อาหารหลายแห้งอาจถูกเอาชนะด้วยการสร้างเน้นสร้างรายได้ โดยที่คุณค่าของนิเวศบริการอาจให้ผลตอบแทนทางอ้อมได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม นโยบายค่าตอบแทนในถึงปัจจุบันเน้นที่แหล่งอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจกับการแก้ปัญหาทางการเกษตรและนิเวศวิทยา เช่น ป่าอาหาร

โดยทั่วไปการแสวงหาความเป็นเจ้าของในรูปแบบสหกรณ์อาจจัดการกับความท้าทายในด้านความยั่งยืนหลายประการ เช่น งานเกินพิกัด ราคาที่ดินสูง เงินทุนเริ่มต้นจำกัด และผลตอบแทนจากการลงทุนที่ล่าช้า การร่วมกันเป็นกลุ่ม (และชุมชน)สามารถลงทุนในการจัดตั้งและการจัดการแบ่งปันความรู้พิเศษ ประสบการณ์ส่วนตัว ประโยชน์และส่งเสริมแนวทางปฏิบัติในการดูแลตนเอง รูปแบบความเป็นเจ้าของร่วม เช่น สหกรณ์ที่ดินหรือมูลนิธิอาจช่วยให้เข้าถึงแปลงที่ดินขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหาร โดยทั่วไปแล้ว การปลูกแบบวนเกษตรในวงกว้าง “กระบวนการปลดล็อคทางปัญญา” อาจช่วยได้นำแนวปฏิบัติทางการเกษตรแบบองค์รวมมาใช้แทนมากกว่าที่จะปฏิบัติตามกระบวนทัศน์ของการลดทอนที่มีอิทธิพลต่อการเกษตร สำหรับการฝึกอบรมและการวิจัยเฉพาะที่จะนำเสนอในโรงเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ที่น่าสนใจสำหรับช่องว่างด้านความยั่งยืนทั้งหมดสามารถจำแนกตามป่าอาหารแต่ละแห่งเราพบว่า ทางออกของปัญหาแต่แห่งชี้ไปที่คุณค่าในความเท่าเทียมและศักยภาพความร่วมมือกันที่มากขึ้น

References

You may also like