'ปิยะพงษ์ บุษบงก์' เปลี่ยนโลก-เปลี่ยนวิธีคิด 'เลิกเถอะแยกชนบทกับเมือง' : คอลัมน์คิดนอกกรอบ

                เวลาพูดถึงการทำเกษตร เรามักนึกถึงพื้นที่กว้างๆ ในต่างจังหวัด

               ใครจะนึกว่าตอนนี้ที่ต่างประเทศจะเปิดสอนวิชา เกษตรในเมือง มีการสอนถึงขั้นที่ว่าทำอย่างไรจะใช้พื้นที่ขนาด 1 ตารางวา ให้ได้ผลผลิตเหมือนปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ หรือสามารถยังชีพได้จากการปลูกพืชผักบนพื้นที่เล็กๆ ในเขตเมือง และเชื่อว่านี่คือทางออกของโลกในอนาคต

               ปิยะพงษ์ บุษบงก์ นักศึกษาปริญญาเอก จาก Development Planning Unit, มหาวิทยาลัยลอนดอน (University College London) ที่ปรึกษาและผู้ติดตามประเมินโครงการสวนผักคนเมือง เล่าว่า เขาเริ่มต้นเรียนวิชาเกษตรในเมืองหลักสูตรปริญญาโท ซึ่งถูกผนวกเป็นวิชาหลักของหลักสูตรการวางแผนการพัฒนา ครั้นเรียนต่อปริญญาเอก เขายังสนใจในสาขานี้

               "หลักสูตรนี้ได้รับการผลักดันโดยยูเอ็นดีพี พูดถึงทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต สร้างสิ่งที่เรียกว่าเป็นคำประกาศร่วมกันว่า โลกวันนี้อาจต้องพูดถึงเรื่องเกษตรในพื้นที่เมืองแล้ว องค์กรพัฒนาต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายยูเอ็นดีพีมีบทเรียนร่วมกันว่า การแยกเมืองกับชนบท แยกว่าชนบทมีหน้าที่ด้านเกษตรกรรม ชุมชนเมืองดูแลพาณิชย์-อุตสาหกรรม การแบ่งแยกแบบนี้นำมาสู่ปัญหามากมาย"

               เนื่องจากฐานคิดข้างต้นนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำของเมืองและ ชนบท ทำให้ไม่เสมือนจริง เป็นการแบ่งแยกโลกความเป็นจริง ทำไมคนเมืองต้องฝากท้องไว้กับชนบท และคนชนบทถูกเอาเปรียบโดยคนเมือง ถูกบังคับให้ปลูกในสิ่งที่ต้องทำให้ตนอยู่ได้ รวมทั้งความคิดที่ว่าเมื่อคนชนบทย้ายเข้ามาอยู่เมือง ทำให้เมืองแออัด เกิดปัญหา

                ปิยะพงษ์อธิบายต่อว่า การแยกหน้าที่ระหว่างเมืองและชนบทดังที่เป็นอยู่ ไม่สอดรับกับสภาพจริงของชีวิตมนุษย์ คนชนบทไม่สามารถพึ่งตนเองด้านอาหาร เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น อาหารเดินทางมาไกลกว่าที่ควรเป็น เกิดมลภาวะจากการขนส่ง ใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น ทั้งที่แหล่งอาหารสามารถเกิดได้ในพื้นที่ใกล้ๆ อาจเป็นชานเมืองหรือในเมือง ผู้ผลิตก็ไม่รู้ว่าผู้บริโภคคือใคร ผู้บริโภคไม่ทราบว่าอาหารมาจากไหน เกษตรกรไม่เกิดความรู้สึกว่าต้องทำผลผลิตให้ดี คิดว่าใช้สารเคมีไม่เป็นไร และว่าการแยกระหว่างเมืองกับชนบท เป็นหัวใจของเรื่องนี้

                เกิดคำถามว่านี่คือทิศทางการพัฒนา? โลกจำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางนี้หรือ?

               "การเกิดห้างแบบโมเดิร์นเทรดในต่างจังหวัด มีคนกลุ่มหนึ่งประท้วงไม่อยากให้เกิด แต่สุดท้ายต้องเกิด อนาคตเมืองต้องขยายตัว เราไม่สามารถปฏิเสธได้ นักเคลื่อนไหวบ้านเราจำนวนมากรับไม่ได้ ประเด็นที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้การขยายตัวของเมืองเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ใช่มหานคร ที่มีแต่การพาณิชย์ อุตสาหกรรม นั่นคือประเด็นหลักที่ทำให้วิชานี้เกิดขึ้น แต่ไม่อยากให้มองแค่เป็นวิชา นี่เป็นวิชาเปลี่ยนโลก เพราะเรากำลังมองโลกแบบใหม่ อย่างเข้าใจมากขึ้นด้วย ทำให้การขยายตัวชนบทยั่งยืนมากขึ้น เลิกเถอะแนวคิดแยกชนบทกับเมือง"

               เขายืนยันว่าวิชานี้ไม่ใช่ความรู้ที่จะไปสอนนักพัฒนาให้เสีย สละ ไม่ใช่การพูดถึงอุดมการณ์ที่โลกควรจะเป็นอย่างเดียว หากแต่ยังพูดถึงโอกาสของโลกยุคนี้ ซึ่งเกษตรในเมืองฉกฉวยได้

               "มีคอร์สหนึ่งเขาสอนเลยว่า ถ้าเราต้องการเมคมันนี่จากเกษตรในเมืองทำอย่างไร มันเป็นไปได้หลายลักษณะ ลักษณะแรก-ทำเป็นธุรกิจแบบเต็มตัว โดยการปลูกพืชในพื้นที่เล็กๆ ดูแลแบบเข้มข้น

               วิธีคิดแบบนี้ท้าทายหลักการเศรษฐศาสตร์แบบการเพาะปลูกในชนบท ทั่วไป ที่เชื่อว่ายิ่งปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ จะลดต้นทุนในการเพาะปลูก การปลูกพืชในพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถดูแลผลผลิตให้ทั่วถึง หากคิดทำผักออแกนิกส์ก็เป็นไปได้ยาก เพราะควบคุมไม่ได้

               สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ดาดฟ้าหรือพื้นที่อื่นๆ ก็นำมาปรับใช้ได้ และว่าผลผลิตที่ทำโดยระบบนี้ถ้าเรียนแบบจริงจังสามารถทำให้ผลผลิตในพื้นที่ 1 ตารางวา มีปริมาณเท่ากับ 1 ไร่ได้

               "แต่ไม่ใช่แค่ปริมาณผลผลิต หากเป็นสิ่งที่เราเลือกสรรมาปลูก ต้องหาโอกาสว่าพืชแบบไหนที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด และเพาะปลูกแบบระบบปิด นี่คือโมเดลทางธุรกิจ กล่าวคือ ลดพ่อค้า ลดการขนส่ง ปลูกสิ่งที่หายาก เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม สามารถสร้างรายได้ มีบทเรียนของวัยรุ่นทำที่บริติช โคลัมเบีย เป็นธุรกิจได้"

               ในต่างประเทศมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ อาทิ Garden City แห่งเมือง เลทซ์เวิร์ท ประเทศอังกฤษ ซึ่งเกษตรในเมืองมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเมือง มีสวนผักในสวนสาธารณะใจกลาง กรุงลอนดอน

                ส่วนสวนผักริมทางรถไฟที่ กรุงเฮก  และแฮมพ์สตีดฮีต เนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของการใช้และการพัฒนาที่ดินในเมือง ขณะที่เมืองอัลเมียร์ประเทศเดียวกัน พื้นที่สีเขียวที่กินได้แห่งนั้น ทำหน้าที่รักษาความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมเมือง

               ประสบการณ์ของชาวเมือง โรซาริโอ้ อาร์เจนตินาคือ เกษตรในเมืองช่วยฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ

               อาร์เจนตินาประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2544 (ซึ่งหนักกว่าประเทศไทยในปี 2540) ตัวเลขเศรษฐกิจเกือบทุกตัวพุ่งลง ส่วนตัวเลขที่พุ่งขึ้นคือคนจน ซึ่งเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเอาเกษตรในเมืองมา ฟื้นเศรษฐกิจได้คนในเมืองปลูกผัก และบริโภคเองได้ด้วย

               เกษตรในเมืองกลายเป็นวาระเชิงนโยบายของเทศบาลเมืองโรซาริโอ้ มีการจัดทำเวิร์กช็อปแบบมีส่วนร่วม ผลักดันให้เกิดสวนเกษตรชุมชน 791 แห่ง (ข้อมูลปี 2548) มีกลุ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้ 342 กลุ่ม สามารถสร้างอุตสาหกรรมอาหารของเมือง โดยใช้วัตถุดิบจากการผลิตในเมืองทั้งหมด มีการจ้างงานในภาคเกษตรเมือง มีคนอย่างน้อย 1 หมื่นครอบครัวสามารถเข้าถึงผักปลอดสารพิษในตลาดท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงที่ดินและสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดินเพื่อการเพาะ ปลูกในเมือง

               ประการสำคัญคือ เมืองสามารถฟื้นคืนชีพจากวิกฤติเศรษฐกิจได้

               "มีเทรนด์แบบนี้เกิดขึ้น โมเดลแบบนี้ทำให้ผู้บริโภคสบายใจ ผักที่เอามาทำ ผู้บริโภคสามารถดูได้ว่ามีกระบวนการผลิตออแกนิกส์ขนาดไหน...ธุรกิจเกษตรที่ เอาเกษตรในเมืองมาผนวกธุรกิจอาหาร แม้ไม่ใช่ร้านอาหารแต่มีการปลูกผักสวนครัว มีความเชี่ยวชาญ รู้วิธีการเพาะปลูก ก็สามารถเปิดเป็นหลักสูตรเทรนนิ่งได้ เป็นการบริการสังคมในแง่หนึ่ง ผู้ประกอบการอยู่ได้ด้วยการเก็บค่าอบรม 

               "มีโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรซ์ใหญ่มากที่นิวยอร์กซิตี้ สมาชิกเป็นคนวัยกลางคนทั้งนั้น เขาเอาพื้นที่ดาดฟ้าทำแปลงผักจำหน่ายให้ร้านอาหารกรีนในนิวยอร์ก แค่ร้านอาหารมารับซื้อ ผลผลิตแทบไม่เหลือขาย ทั้งยังเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาดูการเพาะปลูก ท่องเที่ยว ซื้อผลผลิตกลับไป รวมทั้งเป็นวิทยากรอบรมแก่ผู้สนใจ ผู้ประกอบการก็อยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้...ที่ลอนดอนก็มีเขาเรียกตัวเองว่า ดิกเกอร์ เป็นนักขุดดิน"

               สำหรับในเมืองไทย การทำเกษตรในเมืองเป็นแบบที่ 2 ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจเต็มที่ แต่เป็นธุรกิจที่ดูแลตัวเองและสังคมได้ เรียกว่าเป็นผู้ประกอบการทางสังคม (โซเชียล เอนเตอร์ไพรซ์) โมเดลแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็น เช่น ร้านอาหารกรีนที่สร้างจุดเด่นคือใช้ผักที่ปลูกหลังร้านมาปรุงอาหาร

               จริงอยู่ว่ากระแส สีเขียว กำลังมาด้วยกระแสลดโลกร้อน แต่แนวคิดนี้การเพาะปลูกพืชไม่ใช่แค่ ออกซิเจน แต่ต้องเป็น อาหาร ด้วย

               "เดี๋ยวนี้มหานครใหญ่ๆ ที่ขาดการวางผังเมืองและการวางยุทธศาสตร์ที่ดี ประสบปัญหาสภาพแวดล้อมเมืองแบบเดีวกัน วันนี้เราพูดเรื่องพื้นที่สีเขียวกันเยอะขึ้นมากล้ว เห็นว่าทุกเมืองมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรเท่าไร อันนี้ธรรมดามาก ตอนนี้มีการพูดว่าจะดีกว่าไหม ถ้าพื้นที่สีเขียวนั้นกินได้ด้วย คอนเซปต์นี้มามากขึ้น ไม่ใช่แค่ออกซิเจน แต่เป็นอาหารด้วย และไม่ใช่เฉพาะในเมืองแบบดั้งเดิมที่เกิดปัญหาและคิดได้ เมืองใหม่ๆ ก็มีการวางผังเมืองว่าจะ ผนวกเอาเกษตรในเมือง เป็นส่วนหนึ่งยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมืองได้อย่างไร แนวคิดแบบนี้เริ่มมีมากขึ้น"

               เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ เทรนด์ อย่างเดียวแต่เป็น ทางรอด ของโลกสมัยใหม่ด้วย

               โลกที่เราไม่สามารถปฏิเสธการขยายตัวของเมือง แต่ต้องมาเริ่มคิดกันมากว่า ทำอย่างไรเมืองจะน่าอยู่ ถ้าปล่อยให้ทิศทางพัฒนาเป็นแบบนี้ โดยไม่พูดเรื่องเกษตรในเมือง พื้นที่ชนบทหายไป พื้นที่อาหารอยู่ห่างไกลไปเรื่อยๆ การขนส่งอาหารจจากระยะทางไกลขึ้น มากขึ้น ใช้พลังงานเพิ่ม มลภาวะมากขึ้น ความรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิตผู้บริโภคน้อยลง

               สำหรับเกษตรในเมืองของประเทศไทย ที่กำลังผลิใบขณะนี้คือโครงการ สวนผักคนเมือง โดยมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ซึ่งริเริ่มโครงการในปี 2553 โดยส่งเสริมการปลูกผักเพื่อบริโภค แบ่งปัน และเกื้อกูล

               "ผลที่เกิดขึ้นช่วงแรกไม่ใช่ลดรายจ่าย หรือสร้างความมั่นคงทางอาหาร ผักที่ปลูกในแปลงมีพลังมากกว่าการเป็นอาหาร มีสปิริตในตัวเอง ได้สร้างวัฒนธรรมและสังคมใหม่ ทำให้คนที่อาศัยในเมืองซึ่งมีวัฒนธรรมต่างคนต่างอยู่ มีโอกาสมีกิจกรรมร่วมกัน สร้างชุมชนจริงได้ ไม่ใช่ชุมชนเสมือนที่ถูกแบ่งตามทะเบียนบ้าน

               ปีกลายผมเป็นผู้ประเมินโครงการ มีโอกาสไปดูทั้งโครงการเก่าใหม่ และร่วมกิจกรรม มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะของคนไทย.. คือเมืองนอกเวลาจะทำอะไรใหม่อย่างหนึ่ง เขาจะคิดว่าจะไปกระตุ้นให้คนออกมาทำงานอย่างไร อาจเป็นการให้รางวัล ให้งบฯ สนับสนุน เพื่อจูงใจคนให้ออกมามีส่วนร่วม ฝรั่งจะถามก่อนว่า เขาจะอยู่ได้ไหม ทำอย่างไรให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ที่นี่บางชุมชนไม่อยากได้ตังค์ อยากทำ พูดง่ายๆ คนไทยในกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งมีจิตสาธารณะ ประเภทที่ว่า "ถ้าใจรัก ฉันจะมา"

               "ฝรั่งมีคำว่า "ให้กันและได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่บ้านเราคนให้ตอบว่า "ได้ความสุข" แบบนี้มีเยอะ"

               ไม่ว่าสวนผักในเมืองจะผลิใบอย่างไร  ปิยะพงษ์สรุปว่าไม่ใช่แค่ต้นไม้ต้นเดียวที่งอกออกไป แต่กลายเป็นว่ากิ่งที่แตกออก มันงอกต้นใหม่ออกมา

               "นี่คือความสวยงาม หมายความว่าเรื่องนี้เติบโตในลักษณะที่แต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง จากเดิมที่เราไปผลัก กลายเป็นว่าคอยนั่งมอง เรียนรู้จากเขา และสรุปเรื่องราว"

               สวนผักในเมืองจึงไม่ใช่แค่อาหารปลอดสารพิษ แต่ยังมีน้ำใจและไมตรีเปี่ยมล้นอยู่บนใบผัก 

               (หมายเหตุ 1) ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ ปลูกเมืองปลูกชีวิต แนวคิดและแนวทางการพัฒนาเกษตรในเมือง โดย ปิยะพงษ์ บุษบงก์  2) โครงการสวนผักคนเมือง จัดเสวนา "เกษตรในเมือง : ทางเลือก ทางรอดของอาหารคนเมือง" วันที่ 16 มิถุนายน 2556 เวลา 9.00-16.30 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.thaicityfarm.com

 

............................................

('ปิยะพงษ์ บุษบงก์' เปลี่ยนโลก-เปลี่ยนวิธีคิด 'เลิกเถอะแยกชนบทกับเมือง' : คอลัมน์คิดนอกกรอบ )

ขอบคุณเนื้อหาข้อมูลเเละรูปภาพจาก http://www.komchadluek.net/detail/20130525/159294/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94.html#.UaMDIMr_mSp


 | วันที่ 27/05/2556

อ่าน 862


 Urban Green Lunch Box : สวนผักและตลาดเคลื่อนที่
 Fleet Farming : ปั่นไปทำFarm
 เปิดพื้นที่ให้คนเมืองเช่าแปลง ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำกับเกษตรกร
 ปลูกผักพื้นบ้าน คืนอาหารท้องถิ่นให้เมนูอาหารกลางวันโรงเรียน
 ประกาศผลการประกวดภาพถ่ายหัวข้อ Let's Grow


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber