เมื่อคนเมืองเป็นเกษตรกร : ชีวิต สังคม และความเปลี่ยนแปลง


          เมื่อถามหลายคนว่าความฝันในชีวิตคืออะไร คำตอบหนึ่งที่มักจะได้ยิน โดยเฉพาะตัวเลขอายุเริ่มเพิ่มสูงขึ้นก็คือ ฝันว่าอยากไปอยู่ต่างจังหวัด ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง หากเป็นคนต่างจังหวัดที่มาตรากตรำชีวิตอยู่ในเมือง ก็มักจะบอกว่าอยากกลับไปอยู่บ้าน ยิ่งมาทำโครงการสวนผักคนเมือง ได้พบเจอคนในเมืองจำนวนมากที่เมื่อมีโอกาสได้ลองจับดิน จับจอบ ปลูกผักในพื้นที่เล็กๆที่ตนเองพอจะมีอยู่ ก็มักจะใฝ่ฝันว่าอยากจะมีที่มีทาง และออกจากงานไปเป็นเกษตรกร ปลูกผัก ทำนา ทำสวน อย่างจริงจัง

            ในงานสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน : เปลี่ยนเกษตรกรรม สู่ความยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 29-31 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางโครงการสวนผักคนเมืองได้มีโอกาสเชิญแขกรับเชิญซึ่งเป็นคนเมืองที่เปลี่ยนชีวิตตนเองและหันไปสนใจทำเกษตรมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของชีวิตแต่ละคน โดยคนหนึ่งออกไปเป็นเกษตรกรมืออาชีพตัวจริง  คนหนึ่งออกไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด และปลูกผัก ทำนา ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง คนหนึ่งยังใช้ชีวิตอยู่ในเมือง และมีพื้นที่ที่ออกไปทำเกษตรร่วมกับชาวบ้านในต่างจังหวัด และคนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเมือง และทำเกษตรในเมืองในบริเวณบ้านของตนเอง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนนอกจากจะทำเกษตรเพื่อความสุขของตนเองแล้ว พวกเขายังมีส่วนช่วยทำประโยชน์ให้กับสังคมอีกด้วย


            เริ่มจากคนแรก คือ คุณศิวพร เอี่ยมจิตกุศล ผู้ก่อตั้งโครงการปลูกเปลี่ยนโลก(โรค) ซึ่งเป็นโครงการอาหารปลอดภัยที่ทำร่วมกับโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี อาจกล่าวได้ว่าคุณศิวพรถือเป็นคนเมืองอย่างแท้จริง คือเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาตลอด แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองครั้งใหญ่ก็คือปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่มารุมเร้า คุณศิวพรเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นป่วยเป็นทั้งโรคภูมิแพ้ ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 5-6 พันบาท หนำซ้ำยังประสบปัญหาเวลากินผักที่มีสารเคมีมากๆ อย่างคะน้า แล้วอาเจียน ตอนแรกคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แต่เมื่อส่องกล้องตรวจแล้วก็ไม่พบ พายุอีกลูกหนึ่งที่โหมกระหน่ำอย่างแรง จนทำให้เธอตัดสินใจออกจากเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ชนบทอย่างจริงจังก็คือ การตรวจพบก้อนเนื้อ


            ด้วยความที่ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย ที่ดินที่เลือกซื้อไว้จำนวน 30 ไร่ที่จังหวัดจันทบุรีจึงมีคุณภาพดินไม่ดีนัก เนื่องจากผ่านการปลูกมันสำปะหลังมาอย่างโชกโชน ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ และพยายามปรับปรุงดินให้มีกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ตอนนี้พื้นที่ 30 ไร่ที่มี ก็สามารถให้ผลผลิตอินทรีย์ทั้งที่เป็นผลไม้ พืชผัก และข้าว ซึ่งนอกจากจะมีอาหารปลอดภัยไว้กินเองแล้ว ยังมีเหลือส่งขายให้โรงพยาบาล และบางส่วนก็ส่งขายให้โรงเรียนทางเลือกในกรุงเทพด้วย


            ที่น่าสนใจคือ คุณศิวพรไม่เพียงคิดถึงความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้น แต่ยังคิดถึงเพื่อนเกษตรกรที่อยู่รายรอบ ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องการใช้สารเคมี และมีปัญหาเรื่องการตลาด ประกอบกับความสนใจเรื่องสุขภาพของตนเอง เธอจึงถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดตลาดนัดสุขภาพขึ้นในโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี อีกทั้งยังเกิดโครงการอาหารปลอดภัย ที่ทางโรงพยาบาลรับซื้อผลผลิตปลอดสารเคมีบางส่วนจากเกษตรกรด้วย


            แม้ว่าบนเส้นทางการเดินทางของคุณศิวพรจะประสบปัญหา อุปสรรคมากมาย แต่เธอก็บอกว่า “ทุกอย่างเป็นสีสันของชีวิต” ที่สำคัญการตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรครั้งนี้ นอกจากจะทำให้สุขภาพและโรคภัยต่างๆที่เคยเผชิญดีขึ้นแล้ว โครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ที่เธอทำ ยังมีส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วย และผู้บริโภคคนอื่นๆมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย

            คนที่สอง คือ คุณธนาทิพ ฉัตรภูติ หรือหลายคนจะรู้จักพิธีกรสาวสวยคนนี้ในชื่อคุณฝน เมื่อถามถึงเรื่องราวแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณฝนตัดสินใจออกไปเป็นเกษตรกรอยู่ที่บ้านสวนน้ำฝน จังหวัดเชียงใหม่ เธอก็ออกตัวก่อนเลยว่า “ตัวเองเป็นเกษตรกรฝึกหัด และไม่คิดว่าจะเป็นเกษตรกรอาชีพ”


            เดิมที่คุณฝนทำงานเป็นนักข่าวด้านเศรษฐกิจ จึงมีโอกาสได้เดินทางทั่วประเทศ ได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แถมยังได้พบปะพูดคุยกับเกษตรกรที่น่าสนใจหลายคน ทำให้เริ่มรู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตที่เรียกว่ากินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน และวิถีชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่ใช่ตัวเอง ไม่ใช้ทำตามผู้อื่น หลังจากมีโอกาสได้ไปทดลองใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรกับพี่เจน ซึ่งทำเกษตรอยู่ที่สุพรรณบุรี ก็เริ่มพบว่าตัวเองชอบมาก ประกอบกับการค้นพบว่าเวลาต้องทำงานในห้องแอร์ มักจะป่วย แต่เมื่อออกแดด ก็จะแข็งแรงดี


            ช่วงแรกก่อนที่คุณฝนจะตัดสินใจไปซื้อที่ที่เชียงใหม่ เธอก็ได้ทดลองเริ่มปลูกผักกินเองบนดาดฟ้า จนเริ่มเกิดความรู้สึกว่าอยากหาพื้นที่ทำเกษตรอย่างจริงจัง สิ่งที่เธอค้นพบอีกอย่างหนึ่งคือ “ ในการทำเกษตรด้วยตนเอง เราไม่ควรทำในพื้นที่เกิน 4 ไร่ เพราะหากมีที่ดินมากเกินไปก็มักจะเป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนด้วย เราบอกตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นเกษตรกรโดยอาชีพ แต่จะทำเพื่อกิน”


            กว่าบ้านสวนน้ำฝนและแปลงนาจะเข้าที่เข้าทาง ก็ใช้เวลาพอสมควร ซึ่งการเดินทางที่ผ่านมาก็มีบทเรียนที่สอนให้คุณฝนเรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ชีวิตคนเรามีทั้งความจริง และความฝัน ถ้าเราไม่รู้จักมองเห็นความงามของสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เราไม่มีความสุข” “อย่าตีกรอบตัวเอง เช่นถ้าทำเกษตรอินทรีย์ ก็ต้องอยู่หรือใช้ชีวิตแบบอินทรีย์เท่านั้น หรือจะต้องอยู่แต่ต่างจังหวัดเท่านั้น” “การเริ่มทำอะไรด้วยความเครียด เราก็จะเครียด การปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้ผลดี เพราะต้นไม้มีชีวิตจิตใจ ถ้าเราทำแบบไม่หวังผล ไม่กดดันทั้งตัวเขาและตัวเรา เขาก็จะเติบโตดี” และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่คุณฝนเน้นย้ำมากก็คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง ถ้าเราทำแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ ก็อย่าหลอกตัวเอง อย่าเห็นว่าคนอื่นทำแล้วคิดว่าตัวเองก็ต้องทำ

            คนที่สาม คือคุณณัฐวรรณ คำคล้าย หรือคุณนกกบ เป็นคนเมืองกรุงอีกคนหนึ่ง ที่ทำงานดึกดื่นเป็นประจำโดยไม่เคยสนใจตัวเอง จนเกิดอาการวูบถึง 3 ครั้ง และได้รับคำเตือนจากกูรูชีวจิตว่า หากยังคงใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป อนาคตคงไม่พ้นเป็นโรคอัลไซเมอร์ จากปัญหาสุขภาพที่คุณนกกบเผชิญ จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการกิน การอยู่ของตัวเองมากขึ้นสิ่งหนึ่งที่เธอทำคือการเริ่มลงมือปลูกผักกินเองที่บ้าน


          แม้ว่าลึกๆแล้วหัวใจจะร้องบอกว่าอยากไปอยู่ต่างจังหวัด  แต่ด้วยความที่คุณพ่อ คุณแม่ยังอยู่ที่กรุงเทพ และคิดว่าควรจะอยู่ดูแลท่านก่อน คุณนกกบจึงเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้“ตอนแรกที่เริ่มปลูก ที่บ้านก็บ่นว่า ทำไปทำไม รก จะปลูกทำไม ซื้อกินก็ได้ เสียเวลา และตอนแรกที่ทำ แค่จับจอบขุดดินแป๊บเดียวก็ต้องนั่งพักแล้ว ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บมือ แต่พอเริ่มทำจริงจังตอนน้ำท่วม เพื่อดูว่าเราจะพึ่งพาตัวเองได้มั้ย โดยไม่อพยพออกไป เราก็เริ่มพบว่าตัวเองมีความสุขมากที่ได้ทำ รู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น” 


          นอกจากจะได้ประโยชน์กับตัวเองแล้ว การปลูกผักครั้งนี้ยังทำให้คุณนกกบมีเพื่อนบ้านมากขึ้น ได้แบ่งปันผักให้คนอื่น และคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องผัก จากเดิมที่อยู่กันแบบไม่รู้จักกัน ก็ทำให้วิถีชีวิตแบบเป็นพี่เป็นน้องเกิดขึ้น พอปลูกผักไปได้สักระยะ เธอก็เริ่มรู้จักเพื่อนในแวดวงเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ก็ทำให้เริ่มสนใจเรื่องการปลูกข้าว จึงตัดสินใจไปเรียนกับมูลนิธิข้าวขวัญ

            คุณนกกบเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ไปเรียนรู้กับอาจารย์เดชา ศิริภัทร ที่มูลนิธิข้าวขวัญ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตมาก เพราะเรื่องข้าวที่อาจารย์พูดมันเกี่ยวข้องกับเรื่องตัวเราทั้งนั้น และก็ทำให้ตั้งคำถามกับตัวเองมากมาย เริ่มคิดว่าเราจะสามารถพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนได้อย่างไรมากขึ้น



            อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัด ที่อาจทำให้คุณนกกบยังไม่สามารถออกเดินตามความฝันของตัวเองได้เต็มตัว แต่เธอก็พยายามมองหาสิ่งที่พอจะทำได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย สิ่งที่เธอทำเรียกว่ากิจการเพื่อสังคม “เพลินข้าวบ้าน” เป็นการจัดกิจกรรมพาคนในเมืองไปสัมผัสกับความสุขแบบบ้านๆ เปิดโอกาสให้คนเมืองได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกร การพึ่งพาตนเองของพวกเขา ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็ได้เปิดโลกทัศน์ตัวเอง ได้เห็นว่าคนเมืองเขาสนใจเรื่องการปลูกข้าวอินทรีย์มาก ทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้น ภูมิใจในความพอเพียง และภูมิใจในอาชีพเกษตรกรที่ตนเองเป็น เป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ซึ่งคุณนกกบกล่าวว่า เชื่อว่ากิจกรรมแบบนี้ทำให้แต่ละคนเกิดการเปลี่ยนแปลงลึกๆภายในตัวเอง

            สุดท้ายคือ คุณธรรมศักดิ์  ลือภูวพิทักษ์กุล หรือคุณโอ๋ นักร้องวงพีทูวอร์ชิพ อีกหนึ่งคนที่เป็นคนเมืองกรุงโดยกำเนิด ผู้ตัดสินใจเปลี่ยนสนามฟุตบอลที่ตัวเองเคยเปิดให้คนมาใช้บริการ เป็นสวนผักและแปลงนา แถมยังเลี้ยงไก่ไข่อยู่กลางเมือง  เขาเรียกว่าพื้นที่เกษตรในเมืองแห่งนี้ว่า Hip Incy Farm และเรียกตัวเองว่า Midnight Farmer หรือเกษตรกรเที่ยงคืน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาทำงานในแปลงของเขา


            คุณโอ๋เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตอนแรกก็ทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นนักร้อง เปิดบริษัทรับออกแบบ ช่วยครอบครัวทำธุรกิจออกแบบเครื่องเพชร แต่ก็พบว่าเวลาที่ต้องทำงาน ต้องไปคุยกับคนเยอะ แล้วรู้สึกเหนื่อยมาก เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ใช่หรือไม่ ก็เลยลองหาว่าตัวเองจะทำอะไรดี ก็หันมาทำงานศิลปะ ชอบถ่ายรูป และก็เริ่มทำสนามฟุตบอลที่บ้าน โดยที่ตัวเองไม่รู้จักนักกีฬาฟุตบอลเลย แต่ก็ทำ จนช่วงน้ำท่วมกรุงเทพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

            “ช่วงน้ำท่วม แม่มาอยู่ด้วย แม่ก็ปลูกผักกินเองมานานแล้ว พอมาอยู่ที่บ้าน ก็เริ่มมาปลูกผักไว้ แล้วก็เก็บผักไปทำกับข้าวให้กิน ก็รู้สึกว่าชีวิตดี ได้กินผักออร์แกนิค แล้วก็ดูทีวี เจอคุณโจน จันได ก็รู้สึกว่าเป็นไอดอลเลย ประกอบกับหากจะทำสนามฟุตบอลต่อ ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นสนามหญ้าเทียม ซึ่งต้องลงทุนถึง 2 ล้าน เลยตัดสินใจเปลี่ยนจากสนามฟุตบอล เอามาปลูกกล้วยกับชะอมแทน”


            คุณโอ๋เล่าให้ฟังว่าช่วงที่เงื้อจอบจะฟันลงบนสนามหญ้าก็คิดอยู่ประมาณ 1 นาที พอจอบลงดินปุ๊บ สนามพัง ชีวิตก็เปลี่ยนไป

            จากชะอม กล้วย ตอนนี้ที่ Hip Incy Farm ยังเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์แท้หลายสิบตัว เรียกว่ามีไข่ไว้กินเองและเหลือแจกจ่ายเพื่อนบ้านไม่น้อยทีเดียว ล่าสุดยังทำแปลงนา ปลูกข้าวบนพื้นที่ที่เคยเป็นสนามฟุตบอลด้วย


            สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนอาจจะคิดว่าใช่สิ คุณโอ๋มีฐานะดี คิดจะทำอะไรเพื่อความสุขของตัวเองก็ได้ แต่ที่ผ่านมา กิจกรรมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนในเมืองที่ไม่มีพื้นที่ มาใช้พื้นที่ของตนเองช่วยกันทำกองปุ๋ยหมัก และเมื่อถึงกำหนดเวลา ก็มาแบ่งปันกันกลับไปใช้ หรือการเปิดพื้นที่ให้คนเมืองที่สนใจเรื่องเกษตรเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งล้อมวงคุยกันตามประสาชาว Midnight Farmers หรือการเปิดโอกาสให้คนในเมืองได้ไปร่วมกันดำนาในแปลงนาของตัวเอง ก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อกูล ช่วยเหลือ แบ่งปันผู้อื่นของคุณโอ๋เป็นอย่างดี


            เชื่อว่าเรื่องราวของคนเมืองทั้ง 4 คนนี้ คงจะทำให้หลายคนได้รับแรงบันดาลใจ และได้เรียนรู้บทเรียน รวมถึงข้อคิดหลายอย่างจากประสบการณ์การเดินทางของแต่ละคน และสิ่งที่ทั้ง 4 คนฝากทิ้งท้ายไว้ก็คล้ายกันคือ หากเราคิดฝันจะทำอะไร ก็ให้ลงมือทำเลย ให้กล้าทดลอง และสนุกกับมัน ไม่ต้องกลัวปัญหาที่จะทำ อย่าปล่อยเวลาให้ไฟในใจเรามอดไป


ขอขอบคุณ เเขกรับเชิญทุกท่านที่มาร่วมเเบ่งปันประสบการณ์ในงานเสวนาเกษตรในเมือง

เเละขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก facebook ของเเขกรับเชิญทุกท่านด้วยเช่นกันค่ะ


 | วันที่ 24/09/2556

อ่าน 2604


 ต้อนรับสมาชิกใหม่ นักปลูกเมือง ปลูกชีวิต กับสวนผักคนเมือง
 ปลูกผัก ปลูกรัก ผูกมิตร ชีวิตเป็นสุข
 ฟาร์มของคนเมือง ฟาร์มของความสุข (ตอนที่ 3)
 สวนผักริมทางดึงดูดและเชื่อมโยงผู้คน @ ชุมชนหน้าวัดโคนอน
 เช่าพื้นที่ทำสวนผัก ธุรกิจเพื่อสังคมบนดาดฟ้าตึกฮ่องกง


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber