ออกเดินตามฝัน ด้วยหัวใจเกษตรกรรุ่นใหม่



          จำได้ว่า พบกับน้องมินท์ หรือมณีกาญจน์ บุญส่ง ครั้งแรกก็ราว 2 ปีที่แล้ว ตอนที่เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกโครงการสวนผักคนเมือง ทำโครงการที่ชื่อว่าสวนผักคนเมืองกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นโครงการที่น้องมินท์รวมกลุ่มกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตที่ได้นอกจากกินเองแล้ว ก็ยังรวมกลุ่มกันไปส่งขายให้กับทางบริษัทในอยู่ใกล้ๆบ้าง บางส่วนก็แบ่งปันให้คนในชุมชน โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

                ฟังดูผิวเผิน อาจจะรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่เมื่อได้พูดคุย ฟังเรื่องราวแรงบันดาลใจของหญิงสาววัย 23 ปีคนนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าหัวใจพองโต มองเห็นทั้งไฟ และแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และความฝันของเธอจริงๆ


                น้องมินท์เล่าให้ฟังว่าตอนแรกที่จบมาใหม่ๆ ก็ไปทำงานเหมือนคนอื่นเขา งานที่ทำก็คือขายปุ๋ย แต่หลังจากทำไปสักพัก คุณยายผู้เป็นที่รักก็มีอันล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง และเสียชีวิตไป เธอเชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้คุณยายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้น น่าจะมาจากการที่ทำเกษตรแบบใช้เคมีมานาน ที่สำคัญเธอยังพบว่า ไม่เพียงแค่คุณยายเธอเองเท่านั้น แต่ในชุมชนที่เธออยู่ซึ่งมีอาชีพเป็นเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ก็มีคนล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เธอจึงหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์  ตัดสินใจลาออกจากงาน กลับไปอยู่บ้าน ด้วยความใฝ่ฝันว่าจะกลับมาช่วยที่บ้านทำเกษตร และจะปรับเปลี่ยนให้เป็นการทำเกษตรอินทรีย์ แถมยังฝันเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆในชุมชน หวังจะให้พวกเขาสนใจ และหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้นด้วยเช่นกัน


                จะว่าไป โครงการสวนผักคนเมือง ก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้เธอมีโอกาสได้ลงมือปลูกผักอย่างจริงจัง และได้มีโอกาสแบ่งปันเทคนิค ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับชาวบ้านรอบข้าง  และเปิดโอกาสให้เขาได้ลองลงมือทำ เพื่อให้เกษตรกรที่พึ่งเคมีมาตลอดเกิดความมั่นใจว่าสามารถทำได้โดยไม่ใช้สารเคมีมากขึ้น

                อย่างไรก็ตาม เส้นทางฝันของน้องมินท์ ก็ใช่จะสวยงาม โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดสาย อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญและก้าวผ่านไปให้ได้นั้น นอกจากเป็นปัญหาเรื่องการทำเกษตรที่จะต้องเรียนรู้ และแก้ไขตลอดเวลา ด้วยความที่แม้ว่าจะเป็นลูกชาวนา แต่เธอก็บอกว่าไม่เคยมีความรู้เรื่องการทำเกษตรเลยแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับของครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่อีกด้วย


                น้องมินท์เล่าให้ฟังว่าที่บ้านแม่รับไม่ได้อย่างมากที่เรากลับมาอยู่บ้าน คิดอยากจะทำเกษตร เขาอยากให้เราไปทำงาน ตอนแรกถึงเราจะพยายามช่วยทำน้ำหมักชีวภาพ ช่วยทำปุ๋ยหมักเพื่อนำไปบำรุงนาข้าวให้แม่ แต่เขาก็ไม่สนใจ และก็ไม่เชื่อด้วยว่าจะทำเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีได้ความขัดแย้งครั้งนี้รุนแรงขนาดที่น้องมินท์บอกว่าแม่แทบจะตัดขาดกัน

                หลายครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวจากปากน้องมิ้นท์ คนเล่าก็มักจะเล่าด้วยน้ำตาเปื้อนใบหน้า เราคนฟังก็มักจะฟังด้วยน้ำตาคลอเบ้าแทบทุกครั้ง “เราต้องอดทน ให้แม่เห็นว่าเราทำจริงๆ” น้องมินท์พูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “ตอนแรกเราทำ เราก็คิดตลอดว่าจะชนะใจแม่ได้ยังไง แต่คิดไปคิดมา ก็คิดว่าเราต้องทำต่อไปจนชนะใจตัวเองนี่แหละ”


               เกือบ 2 ปีผ่านไปกับการฝ่าฝันปัญหา อุปสรรคต่างๆ วันนี้นอกจากปลูกผักแล้ว น้องมินท์ก็ทำนา ปลูกข้าวบนพื้นที่ที่แม่ยกให้ทดลองทำขนาด 3 ไร่ โดยมีทั้งแม่ พ่อ และคนอื่นๆในชุมชนมาช่วยกันลงแรง ตอนนี้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตให้ทั้งคนในครอบครัวกิน และแจกจ่ายให้ทั้งคนป่วยในชุมชน และผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณทั้งหลายจำนวนมาก“ข้าวที่ได้เป็นข้าวแปลงแรกที่ทำ รู้สึกดีใจ ก็เลยอยากแจกเป็นหลัก”  ส่วนที่เหลือก็ขายบ้างนิดหน่อย ในราคาที่หลายคนมาเห็นก็มักจะทวงติงว่าทำไมขายถูก ให้ขึ้นราคาให้เท่าๆกับคนอื่น แต่น้องมินท์ก็มักจะปฏิเสธ และบอกว่าความตั้งใจว่า ข้าวนี้หนูปลูกเอง อยากจะให้คนอื่นที่ไม่ต้องมีเงินมากนักมีโอกาสได้กินด้วย


                วันนี้ นอกจากแม่จะสนับสนุนให้ลูกทำเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีแล้ว น้องมินท์บอกว่าตัวแม่เองก็เริ่มหันมาสนใจ และศึกษาข้อมูลเรื่องนี้เองแล้วด้วย เวลามีคนไปเยี่ยมที่แปลง เธอก็จะเปิดโอกาสให้แม่เป็นผู้อธิบายให้ความรู้คนอื่น “เกษตรกรคิดว่าตัวเองจบแค่ป.4 ไม่มีความรู้ แต่ความจริงเขามีความรู้มาก เราเปิดโอกาสให้เขาพูด เขาจะได้รู้ว่าตัวเองก็เก่งนะ” เธอพูดพร้อมกับบอกว่าอยากจะพัฒนาตัวแม่ด้วย


                นอกจากผลผลิตที่น่าพอใจแล้ว การทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีของน้องมินท์ยังมีส่วนช่วยทำให้สภาพแวดล้อมกลับมาดีขึ้นด้วย เรียกว่าในนามีนก ปลา ปู เต่า กลับมา เรียกว่าอุดมสมบูรณ์มากขึ้น กลายเป็นแหล่งอาหารให้กับชาวบ้าน หรือคนงานที่อยู่รอบข้างได้มาจับกินกันด้วย ส่วนพืชผักปลูก หรือปลาที่เลี้ยงไว้กิน หากมีคนมาขอซื้อ เธอก็มักจะเน้นแบ่งปันให้ไป พร้อมกับแนะนำวิธีให้ลองกลับไปปลูกเองดู เพราะเห็นว่าชาวบ้านรายได้น้อย จะได้ช่วยประหยัดเงินได้


                มาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจเกิดคำถามว่า กลับมาทำเกษตรอย่างนี้จะอยู่รอดจริงหรือ น้องมินท์ก็ตอบว่าตอนแรกที่ปลูกผัก เราเน้นขายๆ เหลือกินน้อย ก็ไม่พอกิน แต่ตอนนี้เราปรับใหม่ คือ ปลูกกินเองทั้งผัก ทั้งข้าว แล้วก็เลี้ยงปลา เน้นกินเองก่อน ไม่เน้นขาย เราก็แทบไม่ต้องซื้ออะไร ก็อยู่ได้  

                คงต้องยอมรับว่า แม้ว่าเส้นทางที่เธอเดินอาจจะไม่สวยงามตลอดสายนัก แต่ความฝันและหัวใจของเธอช่างยิ่งใหญ่ และงดงามจริงๆ

                เชื่อว่าหลายคนคงมีฝันคล้ายๆกันกับน้องมินท์ จะออกเดินแล้ว กำลังจะเริ่มก้าวเดิน หรือยังไม่กล้าคิดออกเดิน ก็ได้รับพลัง และแรงบันดาลใจบางอย่างจากเธอในการสานฝันตัวเอง ใครจะรู้ว่า บางที การจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงโลก  โดยเฉพาะการเปลี่ยนเกษตรกรรม..สู่ความยั่งยืนได้นั้น เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างน้องมินท์นี่แหละคือพลังสำคัญ


               


 | วันที่ 30/09/2556

อ่าน 2275


 สวนผักโรงงาน บนพื้นที่เงินล้าน
 พลัง “สวนผัก” บำบัดเยียวยาชีวิตพ่อ-ลูก
 บนเส้นทาง Organic to School : ความฝันและความจริง
 Community Market : ร้านกรีนที่ไม่ธรรมดา แห่งนครปักกิ่ง
 ฟาร์มของคนเมือง ฟาร์มของความสุข (ตอนที่ 2)


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber