กลับไปสู่อนาคต: พิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน Wali เพื่อรำลึกถึงรากเหง้าที่เรียกว่าบ้าน

วรางคนางค์ นิ้มหัตถา

3 วัน ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย Charlotte Wan เพื่อนชาวฮ่องกง เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของ PCD (Partnership for community development) องค์กรที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของพวกเราในประเทศจีน  Charlotte เชื้อเชิญพวกเราอย่างเต็มกำลังและเอาจริงเอาจังว่าอยากชวนไปเยี่ยม farmer museum ที่ตั้งอยู่ชานเมืองปักกิ่ง  ฉันไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากกับคำชวนนี้ เพราะเข้าใจว่า farmer museum ที่นี่คงไม่ต่างอะไรกับของเมืองไทยมากนัก แต่ด้วยไม่มีตารางกิจกรรมอะไรในวันนั้นก็เลยถือโอกาสออกไปสัมผัสกับชานเมืองปักกิ่งอีกสักครั้งก่อนเดินทางกลับไทย


เราใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงก็มาถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อว่า "Wali Village Museum"  Hui ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์เเห่งนี้มาต้อนรับเราพร้อมกับอาสานำพวกเราทัวร์พื้นที่รอบๆ เขาให้ข้อมูลคร่าวๆว่า ที่นี่เริ่มสร้างขึ้นในปี 2002 พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเเห่งนี้ เเบ่งโซนพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลักๆ ประกอบด้วย 1. สนามเด็กเล่น 2. สวนสัตว์ 3. ฟาร์ม 4. อาคารงานฝีมือ 5. ภัตตาคาร ที่พัก เเละห้องสัมมนา เเละ 6 พิพิธภัณฑ์ ข้อมูลตัวเลขของผู้เข้ามาเที่ยวชมที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ธรรมดาเเน่ๆ  Hui บอกว่าที่นี่ต้อนรับคนประมาณ 2,500 คนต่อวัน (อะไรจะมากมายขนาดนั้น ที่เเรกคิดว่าฟังข้อมูลผิด) เเต่พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ของ Wali Village Museum ฉันก็รับรู้ทันทีว่า ตัวเลขเมื้อกี้ ฟังไม่ผิดหรอก!!


โซนแรกที่เขาพาเดินชมคือ “สนามเด็กเล่น” เด็กเล่นจริงๆ มีเด็ก ผู้ปกครอง และคุณครูจำนวนมาก กำลังสนุกกับการเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถตักดิน ปีนหน้าผา ฐานผจญภัยต่างๆ เขาออกแบบพื้นที่และเครื่องเล่นให้มีความเชื่อมโยงกับผืนดิน น้ำ และสัตว์ เครื่องเล่นต่างๆ ส่วนใหญ่ทำจากไม้ เครื่องปั้นดินเผา ออกแบบวิธีการเล่น การทำกิจกรรมต่างๆที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหว ได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ  และได้ทดลองทำ ทดลองเล่นด้วยตัวเอง


โซนที่สองเป็นสวนสัตว์ ที่นี่รวบรวมสัตว์ต่างๆ ของประเทศจีน และส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องการการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ในสังคมเกษตรกรรมของจีน เช่น ม้า วัว ควาย แพะ แกะ จามรี ไก่ เป็ด ห่าน และยังมีสัตว์อื่นๆ ให้เด็กๆได้รู้เรียนรู้อีกมาก เช่น นกกระจอกเทศ นกยูง ที่สำคัญที่นี่เน้นการรวบรวมและนำเสนอสัตว์ที่เป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นของปักกิ่งและจีนด้วย ในโซนนี้นอกจากเด็กๆจะได้สัมผัส ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเภทของสัตว์เลี้ยงตัวเป็นๆ ที่ใช้ประโยชน์สำหรับการทำเกษตร  และวิถีการกินการอยู่ของคนจีนแล้ว พวกเขายังได้สร้างประติมากรรม งานฝีมือที่เป็นงานไม้จากศิลปินท้องถิ่นดั้งเดิมของ Wali Village จัดแสดงรวมอยู่ในพื้นที่ของสวนสัตว์อีกด้วย พวกเขาบอกกับเราว่า โซนนี้ได้รับความสนใจจากเด็กๆมาก พวกเขาชอบมาให้อาหาร มาจับมาเล่น และช่วยเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด


โซนที่สามเป็นโซนของฟาร์ม ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่ข้ามไปอีกฝากถนนเลยทีเดียว เขาไม่ได้ทำการเพาะปลูกแค่เป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่เพาะปลูกกันแบบจริงจัง ทำเหมือนฟาร์มเกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ฉันเคยไปเยี่ยมมา พวกเขาใช้แรงงานมากถึง 50 คน ในการดูแลเรื่องการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว ผลผลิตในฟาร์มเกือบทั้งหมดนำเข้าสู่ภัตตาคารของพิพิธภัณฑ์เอง รวมถึงจัดให้มี workshop เกี่ยวกับการเกษตร การปลูกผักให้กับเด็กๆ และคนทั่วไปที่สนใจได้เรียนรู้ด้วย นอกจากจะนำเสนอเรื่องของการเพาะปลูก การทำเกษตรแล้ว ในพื้นที่ยังนำเสนอรูปแบบของชุมชน สังคมการเกษตรแบบดั้งเดิมของปักกิ่งอีกด้วย เช่น บ้านเรือนของชุมชนเกษตรกรรมในอดีต แปลงเกษตรแบบดั้งเดิม กังหันน้ำ รวมถึง เครื่องปั้นดินเผา อุปกรณ์ เครื่องมือการเกษตรแบบดั้งเดิม เครื่องมือการแปรรูปผลผลิตจากแปลงเกษตร พวกเขาออกแบบการจัดแสดงร่วมได้อย่างผสมกลมกลืน

 

โซนที่สี่เป็นโซนงานฝีมือ ซึ่งอยู่ภายในตัวอาคารชั้นเดียว มีลักษณะเป็นโดมขนาดใหญ่ ฉันคิดว่าสนามเด็กเล่นด้านนอกมีเด็กๆ เยอะแล้ว พอเข้ามาข้างในอาคารฉันคิดว่านี่มันเป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ข้างในเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องศิลปะและงานฝีมือแทบจะครบทุกแขนงของจีน ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงานปั้น งานไม้ งานวาด งานระบายสี งานเย็บ ปัก ถักร้อย งานจักรสาน รวมถึงงานครัว การทำอาหาร ทำขนม มีให้ได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำหมด  เด็กๆ มักใช้เวลาอยู่ในโซนนี้ค่อนข้างนาน บางครอบครัวอยู่กันทั้งวันและอาจจะต้องกลับมาอีกหลายครั้งกว่าจะเรียนรู้และทดลองทำได้ครบทุกเรื่อง และเด็กๆก็ดูสนุกสนาน และตั้งใจมากๆกับการทำงานฝีมือเหล่านี้ 


โซนที่ห้า คือ ภัตตาคาร ที่พัก และห้องสัมมนา ในปี 2005 พวกเขาช่วยกันสร้างภัตตาคาร ที่พัก และห้องสัมมนาขึ้นมาเพื่อรองรับผู้เข้ามาเที่ยวชมในพื้นที่ และรองรับผลผลิตจากฟาร์มของพวกเขาเอง ที่นี่เปิดให้บริการสำหรับอาหารกลางวันและอาหารเย็นทุกวัน พวกเขาใช้ผลผลิตจากฟาร์มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ปลา เนื้อไก่ ไข่ และเต้าหู้ ในแต่ละวันจะมีเมนูอาหารประมาณ 10 – 15 เมนูสำหรับให้บริการแก่ลูกค้า ทั้งที่เป็นคนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ บางคนก็ตั้งใจมารับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว บางกลุ่มก็มาจัดประชุม/สัมมนาที่นี่ พวกเขาบอกว่าอาหารของที่นี่เน้นให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต การปรุง วัตถุดิบ และการนำเสนอเมนูอาหารท้องถิ่น วิถีการกิน วัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของคนปักกิ่งและอาหารท้องถิ่น เขาอยากให้คนที่เข้ามารับประทานอาหารที่นี่รู้สึกเหมือนได้หวนกลับบ้าน ได้ทานอาหารรสมือแม่ ในวันนั้นฉันได้กินอาหาร 3 – 4 เมนู ทั้งเต้าหู้  ผักชุบแป้งทอด ไก่ตุ๋น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันอร่อย แม้รสชาติจะไม่ได้จัดจ้าน หน้าตาการตกแต่งก็ไม่ได้สวยงามอะไร แต่มันก็ทำให้รู้สึก สะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาตั้งใจว่าลูกค้าจะรู้สึกเหมือนได้กลับไปทานอาหารฝีมือแม่ที่บ้าน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ 


 และโซนที่หกโซนสุดท้ายที่ฉันอยากกล่าวถึง แต่มันอาจจะเป็นเรื่องเศร้าสำหรับใครหลายใน Wali Villageและสำหรับอีกหลายคนที่ได้รับรู้ความเป็นมาและเป็นไปของสถานที่แห่งนี้ด้วย โซนพิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสถานที่แห่งนี้  มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมเกษตรกรรม สังคมชาวนาดั้งเดิมของปักกิ่ง ที่บอกเล่าผ่านภาพถ่าย และอุปกรณ์เครื่องมือการเกษตร อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านเรือนของชุมชนเกษตรดั้งเดิมรวมถึงการบอกเล่าถึงประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมของหมู่บ้านแห่งนี้ ในอาคารพิพิธภัณฑ์พวกเขาแบ่งพื้นที่การจัดแสดงการบอกเล่าเรื่องราวออกเป็น 12 โซน และพื้นที่ข้างนอกทั้งหมดอีก 5 โซนที่ฉันพูดถึงก่อนหน้านี้ มันก็เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่สื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ด้วยเช่นกัน  พวกเขาบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ก่อนจะมาเป็นหมู่บ้าน วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ประเพณีดั้งเดิม รูปแบบชุมชน อาคารบ้านเรือน  วิถีการทำเกษตร การเพาะปลูก เครื่องไม้ เครื่องมือ ซึ่งทั้งหมดร้อยเรื่องราว นำเสนอผ่านช่วงเวลาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในประเทศจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง มาสู่ยุคของงการปฏิรูปที่ดินหรือระบบ communes สู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม สู่ยุคของการพัฒนาประเทศและการก้าวกระโดดจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมของเมืองปักกิ่ง และสุดท้ายคือช่วงการล่มสลายของ Wali Village พวกเขารวบรวมภาพถ่าย  เครื่องมือการเกษตร  ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านในชุมชนเอาไว้เป็นจำนวนมาก และพวกมันยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก

            ฉันอยากจะเล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของWali Villageเล็กน้อย ถ้าคุณรู้จัก The Bird's NestStadium หรือสนามรังนก ที่เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ปี 2008 ที่กรุงปักกิ่งเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะมาเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขัน และนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากไปเยือน พื้นที่ขนาด 15.7 ตารางกิโลเมตร ตรงนั้นคือ Wali Villageเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมดั้งเดิมขนาดใหญ่ของปักกิ่ง ประกอบด้วยหมู่บ้านเกษตรกรรมจำนวน 6 หมู่บ้าน ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 500 ปี พื้นที่ตรงนี้ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มี ฮวงจุ้ย ดีที่สุดของปักกิ่ง พวกเขาเรียกว่า ฮวงจุ้ยมังกร และเป็นพื้นที่สุสานหรือหลุมฝังศพโบราณของราชวงศ์ชิงอีกด้วยHuiเล่าให้ฟังว่า ในอดีตปักกิ่งก็เป็นเมืองเกษตรกรรม เมื่อสัก 20 ปีก่อน ยังมีการปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้เต็มไปหมด มีชุมชน หมู่บ้านเกษตรกรรมจำนวนมากกระจายอยู่ตั้งแต่รัศมีวงแหวนที่ 3 เป็นต้นไปคือ ที่ปักกิ่งเขามีผังการออกแบบเมือง จัดแบ่งเมืองออกเป็นวงแหวน วงแหวนที่ 1 คือวงในสุดเป็นเขตพระราชวัง และไล่เป็น 2,3,4,5,6  ตามลำดับ ตั้งแต่วงที่ 3 คือ พื้นที่การทำเกษตรทั้งหมด แต่ในช่วงหลัง 20 ปีที่ผ่านมา เมืองขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาไปในทิศทางของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมขนส่ง  มีคนย้ายถิ่นฐานจากภาคชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นจำนวนมากทำให้เมืองต้องขยายตัวออก พื้นที่เกษตรดั้งเดิมของปักกิ่งต้องถอยร่นออกไปไกลจากเมืองมากขึ้นๆ แต่ถึงอย่างไรในช่วงเวลานั้นก็ยังมีหมู่บ้าน และคนจำนวนมากยังเป็นเกษตรกร เป็นชาวนา  พวกเขายังคงพยายามอย่างหนักที่จะสืบทอดอาชีพและพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่นจนมาถึงใน 2001 ที่มีการประกาศว่าปักกิ่งจะเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และในปีนั้นเองถือเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของปักกิ่ง ชุมชนดั้งเดิม และพื้นที่เกษตรกรรมของเมืองปักกิ่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการจัดการแข่งขันในครั้งนั้น ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปักกิ่งไปอย่างมากมาย ตั้งแต่สนามบิน,Highway, สนามกีฬา, โรงแรม, ร้านอาหาร, และพื้นที่เกษตรของเมือง


            Wali Villageคือ ฮวงจุ้ยมังกร นั่นหมายถึง จุดยุทธศาสตร์สำคัญของศูนย์กลางการจัดการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้  ชาวไร่ ชาวนา ชาวบ้านใน 6 หมู่บ้าน ต้องย้ายออกจากหมู่บ้านของตัวเอง แน่นอนมันต้องมีการประท้วงการต่อต้านสำหรับการพัฒนาพื้นที่ในครั้งนี้ พวกเขาใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะรักษาชุมชนของตัวเองเอาไว้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องยอมจำนน สิ่งที่แกนนำและชาวบ้านในชุมชนทำได้ในตอนนั้นคือการมองหาผืนดินแห่งใหม่ที่จะเป็นชุมชนของพวกเขา Xiaotang,  Changping District, คือดินแดนภูเขาที่อยู่ใกล้เมืองปักกิ่ง เมื่อพวกเขาเริ่มคลี่คลายเรื่องบ้าน การสร้างชุมชนใหม่ของตัวเองแล้ว พวกเขาตัดสินใจสร้าง Exhibition Hall สำหรับจัดแสดงเครื่องมือทางการเกษตร ข้าวของเครื่องใช้ในชุมชนที่ยังคงมีการเก็บรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาเก็บรวบรวมมันไว้อย่างดีก่อนที่จะมีการรื้อถอนหมู่บ้าน และก็ยังมีสมาชิกในชุมชนอีกจำนวนมาก ที่หลังรับรู้ว่าจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ พวกเขาก็นำเอาเครื่องไม้ เครื่องมือเหล่านั้นมาบริจาค เพื่อจะได้นำไปจัดแสดงให้กับคนรุ่นหลังได้เห็น ได้เรียนรู้กันต่อไป

            Yang Deluผู้นำคนสำคัญของชุมชน และผู้ริเริ่มการสร้างพิพิธภัณฑ์ ได้กล่าวถึง Wali Villageไว้อย่างน่าสนใจในบทสัมภาษณ์ ว่า “Wali  คือ ชุมชนหมู่บ้านเล็ก ๆ พวกเขาและคนรุ่นก่อนนับไม่ถ้วนก่อนหน้าได้ทำงานอย่างหนัก และทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อรักษาไว้ซึ่งดินแดนการเกษตร ดินแดนของประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นมาอันยาวนาน  แต่วันนี้พวกเขาต้องยอมล้มตัวลงนอนในบ้านของพวกเขาเองเพื่ออุทิศตัว และกล่าวอำลาบ้านเกิดของตัวเองด้วยน้ำตา และจำต้องย้ายออกจากรังของตัวเองใน Waliเพื่อสนับสนุนการจัดโอลิมปิค สนับสนุนการสร้างรังนกขนาดใหญ่ที่บรรจุความฝันของคนจีนจำนวนมากมายเอาไว้ แต่ชีวิตแบบชนบทใน Xiaotang ไม่สามารถบรรเทาความคิดถึงบ้านเกิดของพวกเรา ความรู้สึกคิดถึงบ้านทำให้พวกเราต้องการที่จะสร้าง Wali Village museum ให้เหมือนการสร้างหมู่บ้านของเราขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเด็กๆของ Wali ไม่ควรลืมประวัติศาสตร์บ้านเกิดของพวกเขา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะบอกเล่าเกี่ยวกับ WaliVillage และทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ สำหรับการหวนรำลึกถึงบ้านเกิด การจดจำรากเหง้าของตัวเอง และเป็นพื้นที่สำหรับการส่งผ่านวัฒนธรรมของแผ่นดินที่พวกเราเรียกว่าบ้าน ให้คนรุ่นหลังต่อไปในอนาคต”


            Hui ได้กล่าวย้ำกับพวกเราอีกหลายครั้งว่า แกนนำผู้ก่อตั้ง Wali Village museumไม่ได้มุ่งหวังแค่ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงเพื่อการจดจำรากเหง้าของคนใน Wali Village เท่านั้น แต่การตัดสินใจย้ายหมู่บ้านออกไปไม่ไกลจากตัวเมืองปักกิ่งมากนัก และการจัดพื้นที่ให้มีความหลากหลาย มีกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้ลงมือปฏิบัติ ก็เพื่อต้องการให้Wali Village museumเป็นพื้นที่ของการเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท ให้คนเมืองได้มีโอกาสเรียนรู้ เข้าใจสังคมเกษตรกรรม วิถีชีวิตของสังคมชนบทด้วย

            เรื่องราวของ Wali Village museum อาจทำให้พวกคุณรู้สึกเศร้าใจ แต่ฉันไม่ต้องการนำเสนอเรื่องราวนี้เพื่อให้คุณรู้สึกอย่างนั้น ฉันอยากบอกเล่าเพื่อส่งผ่านการให้ การเสียสละ และหัวใจอันยิ่งใหญ่ของผู้คนใน Wali Village แม้จะไม่สามารถรักษาดินแดนเกษตรกรรมดั้งเดิมของหมู่บ้านไว้ได้ แต่เมื่อต้องสร้างหมู่บ้านในดินแดนแห่งใหม่ พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะสืบสานพื้นที่เกษตรกรรม รักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมสังคมชนบทของปักกิ่งเอาไว้ เพื่อจดจำรากเหง้าของตัวเองและส่งผ่านวัฒนธรรมของแผ่นดินที่เขาเรียกว่าบ้านให้คนรุ่นหลัง พร้อมหยิบยื่นความหวังดี และมิตรไมตรีอีกมากมายแก่ผู้คนในสังคม แม้ว่าในเวลาอีกไม่นานพวกเขาจะต้องย้ายบ้าน ย้ายชุมชนของตัวเองอีกครั้ง แต่ฉันก็มั่นใจว่าด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่ พวกเขาจะยังคงยืนหยัดและหนักแน่นที่จะสร้างชุมชนเพื่อส่งผ่านประวัติศาสตร์สู่คนรุ่นหลังเช่นเดิม

           

ขอบคุณ  Charlotte Wan จาก Partnership for community development ผู้ติดต่อสถานที่ นำทางเรามาที่นี่ และยังช่วยเป็นล่ามแปลให้กับพวกเรา

 

ขอบคุณ Hui  ผู้จัดการ  Wali Village museum ที่สละเวลามีอันมีค่า พาพวกเราเยี่ยมชมสถานที่ และบอกเล่าเรื่องราวมากมาย


 | วันที่ 26/05/2559

อ่าน 844


 เติมพลังนัก(หัด)ปลูกผัก
 พัฒนาความคิด ความรู้สึก และความมุ่งมั่นผ่านการลงมือทำเกษตร
 สุขเล็กๆในบ้าน สวน ครัว ของเพื่อนผอง
 เมื่อใจบอกว่า “ใช่” ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ @บ้านสวนศุภรักษ์
 ดาดฟ้าสีเขียวกินได้ที่ทำให้องค์กรมีชีวิต@ NECTEC


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber