คน เมือง ฟาร์ม กับการจัดการขยะ

วรางคนางค์ นิ้มหัตถา

              เมืองจีนเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับการลดการบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการบริโภคที่สร้างขยะ เพราะที่จีนมีประชากรจำนวนมาก ถือว่ามากที่สุดของโลก หากพวกเขาใช้ถุงพลาสติก/โฟมกันคนละ 1 ใบ/วัน ลองคิดดูว่าในวันหนึ่งๆ จะมีขยะเกิดขึ้นในเมืองจีนมากขนาดไหน ซึ่งรัฐบาลคิดว่าพวกเขาไม่สามารถจัดการขยะพวกนี้ได้แน่นอน จริงๆ นโยบายนี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไม่มีพื้นที่สำหรับรองรับขยะและวิธีการจัดการขยะที่ดีพอ รัฐบาลเริ่มรณรงค์และมีนโยบายลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม มานานกว่า 10 ปี ซึ่งคล้ายกับบ้านเราแต่มีจัดการและการควบคุมที่ดีกว่ามาก พวกเขาประกาศให้ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อทั้งหมดงดให้ถุงพลาสติกใส่ของให้กับลูกค้า ถ้าผู้บริโภคต้องการถุงใส่ก็ต้องซื้อถุงใส่เอง และส่วนใหญ่ถุงที่ผู้บริโภคซื้อก็จะไม่ใช่ถุงพลาสติก แต่จะเป็นถุงผ้าหรือถุงกระดาษมากกว่า เขาทำเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง “ไม่ให้คือไม่ให้” แต่ที่บ้านเราพูดเรื่องนี้กันมาได้ระยะหนึ่งแล้วแต่ก็ยังเป็นนโยบายความสมัครใจ เหมือเวลาเราไปห้างสรรพสินค้า ถ้าคุณซื้อของแล้วไม่ใช้ถุงพลาสติกคุณจะได้คะแนนสะสม ซึ่งฉันคิดว่ามันไม่เร้าใจ ไม่กระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคได้มากพอจะยอมสละความสะดวกสบายที่จะได้ถุงใส่สินค้ากลับบ้าน

            ฉันได้มีโอกาสซักถามเรื่องนี้กับน้องๆคนจีนที่ทำงานใน Beijing farmer’s market พวกเขาบอกว่ารัฐบาลก็รณรงค์เรื่องนี้นานกว่า 10 ปี และมันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มขึ้นเมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ของการรณรงค์ แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่านโยบายนี้มันสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพราะมันเป็นประเทศที่ใหญ่มาก แต่ฉันอาจจะขอเล่าถึงประสบการณ์ในเรื่องนี้ภายใต้กลุ่มคนที่ฉันมีโอกาสได้เรียนรู้ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขา เป็นเวลา 30 วัน


          ภายใต้บริบทของ เครือข่าย และกลุ่มคนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับ องค์กรที่ฉันทำงานด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเมืองปักกิ่ง ฉันสังเกตเห็นความน่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เกษตรกรรายย่อย และร้านค้าของเครือข่ายนี้มาตั้งแต่มาถึง ที่ตลาด Beijing farmer’s market และร้าน Community market ซึ่งเป็น shop อีกแห่งของเครือข่าย จะไม่มีถุงพลาสติกใส่ของให้กับผู้บริโภค เราจะเห็นผู้บริโภคแต่ละคน ถ้าเป็นลูกค้าประจำ พวกเขาจะเดินมาจับจ่ายซื้อของพร้อมด้วยถึงผ้าส่วนตัว ถุงพลาสติกมือสองที่นำมาจากบ้าน หรือไม่ก็รถล้อลากสำหรับซื้อของจำนวนมาก ผลผลิต/สินค้าที่ผู้ผลิตเตรียมมาขายก็ไม่มีบรรจุภัณฑ์ พวกเขาจัดผักเป็นมัดๆ หรือไม่ก็ให้ผู้บริโภคเลือกช่างตามความต้องการแล้วก็จับใส่ถุงของพวกเขาเอง แต่ถ้าเป็นผู้บริโภคขาจร พวกเขาก็มีถุงกระดาษ ถุงผ้ามือสองที่มีคนนำมาบริจาคให้กับกลุ่มเพื่อใส่ของให้กับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน พร้อมกับให้ข้อมูลว่า “ตลาดแห่งนี้เราพยายามทำทุกอย่าง เพื่อช่วยสร้างสิ่งแวดล้อม และดูแลทรัพยากรของเรา การลดใช้ถุงพลาสติก/โฟม ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกคุณกับเราช่วยกันทำได้”แต่ที่สำคัญกว่านั้นผู้บริโภคบางรายที่ไม่ได้นำถุงส่วนตัวมา หากพวกเขาซื้อของจำนวนไม่มาก พวกเขาก็ยินดีถือมันกลับไปโดยไม่ร้องขอถุงใส่ของใดๆ เลย นี่แหละที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำมันจนเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว


           นอกจากเรื่องถุงพลาสติก ฉันอยากให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Staff และ อาสาสมัคร ทุกคนในองค์กร พวกเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับการลดใช้ทรัพยากร  เวลาพวกเราไปจัดตลาดข้างนอก หากต้องซื้ออาหาร กินอาหารจากร้านค้าอื่นๆ พวกเขาจะไม่ยอมใช้ตะเกียบ ช้อนพลาสติกอันใหม่เลย เขาจะใช้ทุกอย่างที่พกเตรียมไปเอง หรือสามารถนำของที่ใช้แล้วไปล้างแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ทุกครั้งที่ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม กาแฟ หรืออะไรก็ตามที่มีซองเครื่องปรุง พวกเขาจะถามฉันก่อนทุกครั้ง ว่าต้องการมันหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการไม่ต้องเอาไป หรือบางทีถ้าถือไปแล้วไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่หมด ก่อนลุกจากที่นั่งพวกเขาจะสำรวจว่ามีอะไรเหลือบ้าง และไม่มีครั้งใดเลยที่จะปล่อยทิ้งมันวางอยู่บนโต๊ะ เขาจะต้องถือไปคืนที่ร้านค้าก่อนทุกครั้ง


          ฉันอยากเล่าการใช้ชีวิตของฉันที่ปักกิ่งเช่นกัน ฉันเตรียมขวดน้ำแบบสามารถเติมน้ำดื่มได้ไปจากเมืองไทย มีวันหนึ่งฉันลืมพกมันไปลงพื้นที่ด้วย คุณเชื่อไหมวันนั้นฉันไม่ได้กินน้ำตลอดทั้งวัน เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่จะหาแก้วน้ำพลาสติกมาให้ฉัน และฉันเองก็อายมากเกินกว่าจะเดินไปซื้อขวดน้ำในร้านสะดวกซื้อมาใช้ ก็เลยต้องยอมอดน้ำตลอดทั้งวัน และหลังจากนั้นก็ไม่เคยลืมพวกขวดน้ำ ตะเกียบ และชามข้าวอีกเลย  มันเป็นของสำคัญ 3 อย่างที่ต้องพกติดตัวหากต้องออกไปนอกพื้นที่ ทุกวันนี้กลับมาถึงเมืองไทย ฉันก็ยังคงทำเรื่องพวกนี้ในชีวิตประจำวันของฉัน ฉันพกขวดน้ำ กล่องข้าว ถุงผ้าติดตัว ติดรถไว้ตลอด และเวลาซื้อของจากร้านค้าก็จะบอกกับพนักงานทุกครั้งว่าไม่ต้องการถุงใส่


          นอกจากเรื่องการลดใช้ถุงพลาสติก รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอินทรีย์ เศษอาหารด้วย ฉันมีโอกาสไปเยี่ยม Wali Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องมือชาวนา ของปักกิ่ง ซึ่งมีความน่าสนใจมาก ซึ่งได้เล่าไปเเล้วใน เรื่องกลับไปสู่อนาคต: พิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน Wali เพื่อรำลึกถึงรากเหง้าที่เรียกว่าบ้าน ใครสนใจลองไปอ่านกันดูๆได้ที่ http://www.thaicityfarm.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=706&auto_id=47&TopicPk=

           ครั้งนี้ฉันขอเล่าเรื่องการจัดการขยะอินทรีย์ของพวกเขา ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก เขาเริ่มทดลองจัดการขยะอินทรีย์ เศษอาหารด้วยการเลี้ยงหนอน (ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่ามันคือหนอนนก หรือหนอนแมลงวัน แต่ตัวแม่ที่เป็นตัวเต็มวัยมันไม่เหมือนแมลงวัน)  เขามาเรียนรู้เรื่องนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ และกลับไปทดลองในฟาร์ม เขาพบกว่าการเลี้ยงหนอนสามารถช่วยจัดการขยะอินทรีย์ได้จำนวนมาก และยังได้ผลผลิตที่เป็นประโยชน์จากกระบวนการอีกมาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับวิธีการจัดการขยะของที่นี่มาก จนให้งบประมาณสำหรับการทดลองระบบขนาดใหญ่ และงบประมาณสำหรับการไปเรียนรู้ ฝึกทักษะเพิ่มเติม


           พวกเขามีกระบะ สแตนเลส ขนาดประมาณ กว้าง 0.7 เมตร ยาว 2 เมตร ลึก  0.15 เมตร ระบบการทำงานของมันมีรายละเอียดดังนี้ พวกเขามีห้องสำหรับเลี้ยงแมลงที่เป็นตัวแม่พันธุ์ พวกมันจะวางไข่และเพาะเลี้ยงอีก 7 วันให้กลายเป็นตัวหนอนตัวเล็กๆ หลังจากนั้นก็นำพวกมันเข้าสู่โรงงานกำจัดขยะ มาใส่ในกระบะเพื่อจัดการกับเศษอาหาร 


-          ใน 1 กระบะพวกเขาจะใส่เศษอาหาร (เศษอาหารจริงๆ ไม่แยกเลย ทั้งก้าง กระดูก) รอบละ 15 กิโลกรัม  วันละ 3 ครั้ง ทุกๆ 8 ชั่วโมง  ทำอย่างนี้ทุกวัน ไปเรื่อยๆ จนครบ 30 วัน


-          ผลผลิตจากกระบวนการนี้ สิ่งที่จะได้คือ 1) ตัวหนอน สำหรับนำไปเลี้ยงไก่ในฟาร์ม 2) ปุ๋ยจากมูลของตัวหนอน คล้ายกับปุ๋ยมูลไส้เดือน ซึ่งเป็นเมล็ดเล็กๆ แห้งสนิท และได้แมลงตัวเต็มวัยสำหรับเป็นแม่พันธุ์ต่อไป


         พวกเขาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตอนนี้ระบบการจัดการขยะอินทรีย์ที่ฟาร์มของเขา ด้วยการเพาะเลี้ยงหนอนนี้ สามารถช่วยจัดการขยะอินทรีย์ เศษอาหารเหลือทิ้งจากร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าได้วันละ  1 ตัน  เศษอาหารจำนวน 1 ตัน หากทำครบทุกกระบวนการ สิ่งที่ได้จากระบบนี้คือ ตัวหนอนสำหรับเลี้ยงไก่ 200 กิโลกรัม ปุ๋ยแห้ง 50 กิโลกรัมสำหรับใช้ในแปลงเกษตร และแมลงตัวเต็มวัย สำหรับเป็นแม่พันธุ์ พวกเขาจะเลือกตามปริมาณที่เขาต้องการ

          Hui ผู้จัดการของ wali museum บอกกับเราว่า ในอนาคตเขาอยากให้ระบบการจัดการขยะนี้เกิดขึ้นในทุกฟาร์ม วางระบบให้มีการหมุนเวียนขยะมาใช้เพื่อการเพาะปลูกการสร้างอาหารให้กับเมือง ซึ่งการพัฒนาในขั้นต่อไปคือการทำให้ระบบของการเติมอาหารเป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคน

         เขาบอกเพิ่มด้วยว่า จริงๆแล้วที่เมืองไทยมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการทำเรื่องนี้กว่าปักกิ่ง เพราะสภาพอากาศที่อบอุ่นและร้อนของเมืองไทย จะยิ่งเพิ่มศักยภาพของการทำงานของหนอนได้ดีกว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างปักกิ่ง

 


 | วันที่ 01/06/2559

อ่าน 1420


 มากกว่าผัก ที่สวนผักอนุบาลรังสิมา
 สวนผักคนเมืองจับมือเขตดอนเมือง สร้างสวนผักชุมชน
 เมื่อการเรียนรู้เกษตรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการใช้ชีวิต
 ปลูกผัก ปลูกพลัง รักษ์ตัว ลดโรค
 ต้อนรับสมาชิกใหม่ ณ สวนผักคนเมืองหาดใหญ่


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber