รูปแบบเทคนิคการทำเกษตรในเมือง พึ่งตนเองง่ายๆ สไตล์คนเมือง ห้องครัวคนเมือง บทความ


 

เกษตรเมือง

 แนวคิด หลักการกรณีตัวอย่างจากประเทศไทย[1]

สุภา ใยเมือง

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย)

ปรากฏการณ์ของการปลูกผักกินเองของคนเมืองในสังคมไทย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา   ทั้งการปลูกผักโดยปัจเจกบุคคลในระดับครัวเรือน หรือการรวมกลุ่มกันปลูกในรูปแบบต่างๆ   ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร  แต่รวมไปถึงเขตปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ทั้งในตัวจังหวัด ในเขตเทศบาล ก็เริ่มหันมาปลูกผักกินเอง การเปิดอบรมการปลูกผักมีผู้สนใจเข้ารับการอบรมอย่างล้นหลาม กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกผัก และอาหาร มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งการเกิดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในเมือง ที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากกิจกรรมเดิมๆที่คนเมืองเคยปฏิบัติ  ความสนใจเรื่องเกษตรกรรมของคนเมือง พบว่ามีความเกี่ยวพันกับภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และระบบนิเวศของเมืองอย่างแยกกันได้ยาก   


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ พัฒนาไปพร้อมกับความเติบโตของเมืองที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ  ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคบริการในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่าน ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของประเทศไปอย่างมาก  และนับวันจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น  โดยเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมให้เป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม อาคารบ้านเรือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งสถานบริการต่างๆ  เมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ ขยายตัวสู่ชานเมือง หรือเขตปริมณฑล ทั้งจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ  อย่างหารอยต่อไม่ได้  การขยายตัวได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงให้ประเทศต่างๆ ต้องเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการบริโภคของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นการบริโภคแบบเดียว ที่เกือบจะเหมือนกันหมดทั้งในชนบทและเมือง  ซึ่งส่งผลต่อการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรม  การกระจายของเมืองได้รุกเข้าไปในพื้นที่ผลิตอาหาร อาจารย์ฐาปนา บุณยประวิตร นักวิชาการผังเมือง ได้คำนวณไว้อย่างน่าสนใจว่า การกระจายของเมืองได้ทำให้แหล่งอาหารต้องถอยออกไปเรื่อยๆ ยิ่งแหล่งอาหารถอยออกไปมากเท่าไร  ราคาอาหารก็จะเพิ่มมากขึ้น  อาหารต้องเดินทางไกลมากขึ้น ในทุก 100 กิโลเมตร ราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5  และหากแหล่งอาหารไกลถึง 300 กิโลเมตร ราคาอาหารก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 13-15  และคุณภาพอาหารก็ด้อยลงไปเรื่อยๆ จากการขนส่งที่ยาวไกล   สอดคล้องกับงานวิจัยของอาจารย์กนกวลี สุธีธร  อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พบว่า การขนส่งผลผลิตอาหารที่บริโภคของคนกรุงเทพฯ ในระยะทาง 100 กิโลเมตร มีต้นทุนอยู่ที่ 149.90 บาทต่อตัน  และหากระยะทางไกลถึง 700 กิโลเมตร ต้นทุนการขนส่งจะอยู่ที่ 1,691.20 บาทต่อตันการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และวิถีการบริโภคดังกล่าว ทำให้สังคมเมืองกลายเป็นสังคมบริโภคแต่เพียงอย่างเดียว เป็นการเจริญเติบโตจากการใช้ต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย

การพัฒนาและการเติบโตที่ไม่สมดุลมักก่อให้เกิดปัญหา สิ่งนี้เป็นธรรมชาติของระบบนิเวศและธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษย์  ระบบนิเวศเมือง เป็นระบบนิเวศที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน กล่าวคือ องค์ประกอบของมนุษย์ที่มีวิถีการดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตอื่นๆของเมือง ทั้งพืชและสัตว์  รวมทั้งความสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่มีชีวิตอื่นๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์กายภาพ สภาพธรณีวิทยา รวมถึงน้ำที่มีอยู่ในโลกนี้

ความเจริญเติบโตที่ไม่สมดุลของเมือง ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน  ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในอากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ หรือพื้นที่สีเขียวในเมือง ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีขนาดลดลง ปัญหาขยะจากการบริโภคที่ล้นเกิน ต้องใช้งบประมาณในการจัดการขยะจำนวนมาก  ปัญหาด้านสุขภาพ อันเนื่องจากคุณภาพอาหารที่ด้อยลง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม  ตลอดไปจนถึงการเป็นสังคมบริโภคที่ทำให้คนในเมืองพึ่งตนเองไม่ได้ในด้านอาหาร  การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่มีผลจากภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบต่อเมือง และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง ทั้งภาวะฝนที่ตกในปริมาณที่มากในเวลาเดียวกัน  ภาวะความร้อนที่สูงเพิ่มมากขึ้นทุกปี  และมีเวลายาวนานมากขึ้น ในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น และแหล่งน้ำสำหรับการบริโภคที่ต้องการมากขึ้น  ในภาวะวิกฤติน้ำท่วม ดังเช่นที่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเผชิญในปี พ.ศ. 2554  พบว่า นอกจากการอยู่อย่างลำบากในบ้านของตนเอง กระทั่งต้องจัดตั้งศูนย์อพยพขึ้นแล้ว คนเมืองยังต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร  ห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เกตที่จำหน่ายอาหารไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับการบริโภค ด้วยแหล่งกระจายสินค้าถูกน้ำท่วม  สะท้อนถึงห่วงโซ่อาหารที่ไม่กระจายตัว และเส้นทางอาหารที่ยาวไกลสำหรับคนกรุงเทพฯ

ในขณะที่ในอดีต กรุงเทพฯเคยมีพื้นที่เกษตรกรรมที่มีผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียง เช่น ทุเรียนย่านบางกรวยที่ต่อเชื่อมพื้นที่ไปถึงจังหวัดนนทบุรี  สวนผลไม้ฝั่งธนบุรี  หรือ ส้มบางมด ซึ่งปัจจุบันสูญหายไป  ที่ยังให้เห็นเป็นร่องรอยในปัจจุบัน ก็คือสวนยกร่องในเขตชานเมือง สวนผักในเขตตลิ่งชัน  เป็นต้น  กรุงเทพฯ พัฒนาความเป็นเมืองที่ขยายตัวกว้างขวางออกไปในเขตปริมณฑล  จนทำให้แหล่งผลิตอาหารเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป  และเมื่อน้ำท่วมครั้งหลังสุดก็ได้ทำลายพื้นที่ปลูกทุเรียนของเมืองนนท์ไปเป็นจำนวนมาก เหลือเพียง 10% ของพื้นที่ที่ยังรักษาต้นทุเรียนไว้ได้  ข้อมูลในปีพ.ศ. 2553 พบว่า พื้นที่เกษตรกรรมในกรุงเทพฯ เหลือเพียง 180,305.49 ไร่ จากพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 980,460.625 ไร่ หรือคิดเป็น 18% ของพื้นที่กรุงเทพฯ  และกระจายตัวอยู่ใน 26 เขตจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร  ซึ่งล้วนเป็นเขตรอบนอกกรุงเทพฯ เช่น เขตหนองจอก ลาดกระบัง คลองสามวา ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน ฯลฯ พื้นที่เกษตรกรรมมีขนาดตั้งแต่ร้อยละ 0.01 ของพื้นที่ในเขตนั้น จนถึงร้อยละ 41.89 ซึ่งอยู่ที่เขตหนองจอก (สำนักงานกรุงเทพมหานคร : 2553)  พืชที่ปลูกส่วนใหญ่ เป็นข้าว  สวนผัก สวนผลไม้ ไร่หญ้า ไม้ดอก ไม้ประดับ ประมง และปศุสัตว์ (สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร : 2553)  ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ยังดำเนินการต่อเนื่อง  โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายตัวของโครงข่ายคมนาคม ที่ออกไปในเขตชานเมือง  ดังเช่น พื้นที่เขตหนองจอก ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก ปัจจุบันมีการขยายถนน และอาคารที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปในพื้นที่ เช่นเดียวกับ พื้นที่ในเขตปริมณฑล  ซึ่งทำให้พื้นที่การเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาต่างๆข้างต้น เป็นที่มาของคนเมืองที่หันมาสนใจการปลูกผักกินเอง และเมื่อพบว่า สิ่งเหล่านี้เขาสามารถทำได้เอง ปลูกผักได้เอง ก็ได้พบนวัตกรรมที่หลากหลาย และเชื่อมโยงประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ รวมทั้งการเปลี่ยนภูมิทัศน์เมืองให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น  และทำให้เห็นว่า องค์ประกอบของระบบนิเวศเมืองนั้น มีการจัดความสัมพันธ์กันตลอดเวลา มีความเปลี่ยนแปลงจัดปรับให้สมดุล เมื่อเกิดความไม่สมดุล 

จากประสบการณ์และบทเรียนพัฒนาสู่แนวคิดเกษตรเมือง

          บทเรียนจากการขับเคลื่อนโครงการสวนผักคนเมือง ได้พบว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกผักในเมืองที่กว้างขวางมากขึ้น มีปัจจัยมาจากความต้องการอาหารที่ปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร ภาวะราคาอาหารที่แพงมากขึ้น  ตลอดจนถึงปัจจัยอันเกี่ยวเนื่องจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งซึ่งมีความคิด และความต้องการที่จะพัฒนาชีวิตและสิ่งแวดล้อม ได้หันมาหาข้อมูลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตนเอง และได้สร้างนวัตกรรมการปลูกผักที่หลากหลาย  พื้นที่เมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ จึงมีพื้นที่เกษตรในรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นกับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ผสมไปกับพื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นวัฒนธรรมเดิมของคนไทย ในรูปแบบผักสวนครัวริมรั้ว หรือรอบบ้าน และพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ หรือการที่ผู้คนที่อพยพจากชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองส่วนหนึ่ง ก็ได้นำวัฒนธรรมการปลูกอยู่ ปลูกกินของคนในชนบทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนเองในเมืองด้วยเช่นกัน

          พัฒนาการของเกษตรเมืองที่เกิดขึ้น ได้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเกษตรเมืองกับมิติต่างๆ ทั้งมิติการสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร  มิติด้านสุขภาพ  ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับคน และการเรียนรู้ของคนในเมือง  มิติความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้  ทำให้ได้เห็นบทบาทของเกษตรเมืองที่มีต่อการพัฒนาเมืองและผู้คนในสังคมเมืองอย่างมีพลวัต มิติความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และความเกี่ยวข้องกับการสร้างให้ระบบนิเวศเมืองมีศักยภาพมากขึ้น มีความยืดหยุ่นที่จะตอบรับกับปัญหาต่างๆของเมืองได้มากขึ้น ปฏิสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องกันของระบบนิเวศจากการพัฒนาเกษตรเมืองในกรุงเทพฯ จึงเป็นลักษณะที่มีพลวัต และเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ องค์ประกอบของความสัมพันธ์เป็นดังแผนภาพ

 

 แผนภาพ: ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ ด้วยบทบาทของเกษตรเมือง

 


 

          ดังนั้น หากจะนิยามความหมายของเกษตรเมือง (Urban Agriculture)   น่าจะมีความหมายถึง การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างอาหารให้กับครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงกระบวนการอื่นๆในห่วงโซ่อาหาร เช่น กระบวนการแปรรูปต่างๆ  หรือการผลิตการบริโภคที่ลดระยะทางขนส่งอาหาร ตลอดไปจนถึงการกระจายอาหารให้เข้าถึงได้ง่ายด้วยตนเอง  เป็นการสร้างศักยภาพในการเข้าถึงอาหาร และกระจายอำนาจในระบบอาหารนั่นเอง  การนิยามเกษตรในเมืองยังเกี่ยวข้องไปถึงการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การสร้างผลิตภัณฑ์ และการบริการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย  สำหรับขอบเขตของเมืองนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะเมืองชั้นใน  แต่มีความหมายถึงชุมชนในเขตชานเมือง ขอบเขตปริมณฑล  รวมทั้งพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมตั้งอยู่ ความหมายของเมืองจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดขนาดใหญ่เท่านั้น  แต่ได้ครอบคลุมพื้นที่เขตโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือเขตเทศบาล รวมอยู่ด้วย

          ข้อค้นพบจากการเกิดขึ้นของเกษตรเมืองในสังคมไทย โดยเฉพาะผ่านการทำโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งจุดเริ่มแรกคิดเพียงการปลูกผักกินเอง เพื่อให้มีอาหารกิน แต่เมื่อได้พบนวัตกรรมอันหลากหลายของกลุ่มคนต่างๆที่ร่วมกันปลูกผักกินเอง ก็พบว่า การปลูกผักกินเอง ได้สร้างความสัมพันธ์ชุดใหม่เกิดขึ้น ทั้งความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งไม่มีชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่มีพลวัต  และทำให้แนวคิดสำคัญของเกษตรเมืองนั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ  ทั้งแนวคิดในเรื่องการพึ่งตนเองด้านอาหารของคนเมือง  การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และการเพิ่มพื้นที่อาหาร  แนวคิดในเรื่องวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับสุขภาพ  แนวคิดในเรื่องสิ่งแวดล้อม  แนวคิดในเรื่องความสัมพันธ์ของคนในสังคม และแนวคิดในเรื่องการเรียนรู้และการสร้างคน  แนวคิดต่างๆเหล่านี้ ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมของการทำเกษตรเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน และแม้ว่าจะยังเป็นเหมือนก้าวแรกของการการพัฒนาเกษตรในเมืองในสังคมไทย ในยุคที่ประเทศเร่งก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมและบริการอย่างเต็มที่ แต่ก็ถือได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเกษตรเมืองที่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาวิถีชีวิตของเมืองที่แตกต่างไปจากเดิม  ทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาแนวคิดเกษตรเมืองที่สร้างสรรค์ และยังต้องการการพัฒนาต่อไปในอนาคต

 

การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและการเพิ่มพื้นที่อาหาร


          รูปแบบของเกษตรในเมืองนั้น พบว่ามีหลากหลายตามสภาพที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางกายภาพ และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง  การปลูกผักในรูปแบบต่างๆ  ตั้งแต่การปลูกผักบนดาดฟ้า ซึ่งจุดเริ่มแรกมาจากการพัฒนาของสำนักงานเขตหลักสี่ที่ปลูกอยู่บนสำนักงานเขต  และขยายไปสู่ดาดฟ้าของอาคารอีกหลายแห่ง เช่น ดาดฟ้าของตลาดเทเวศร์ ดาดฟ้าของสำนักงานบริษัทธุรกิจ ดาดฟ้าของมหาวิทยาลัย ดาดฟ้าของคอนโดมิเนียม เป็นต้น หรือการปลูกผักในชุมชน ในรูปของการใช้พื้นที่ส่วนกลาง หรือ Community Garden เช่น กรณีพื้นที่ของชุมชนใต้สะพาน เขตประเวศ ซึ่งมีทั้งการปลูกผัก เลี้ยงหมู ไก่ในพื้นที่ 72 ตารางวา  พื้นที่ของชุมชนสายไหม และอีกหลายพื้นที่ในเครือข่ายสลัม   กรณีพื้นที่ส่วนกลางของชุมชนในเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่ทำงานโดยไม่มีสัญญาการจ้างแรงงานที่เป็นทางการ เช่น กลุ่มรับงานมาทำที่บ้าน กลุ่มตัดเย็บ ร้อยเครื่องประดับ เป็นต้น  กลุ่มเหล่านี้เป็นแรงงานทั้งที่อยู่ในภาคเกษตร ภาคผลิต และภาคบริการ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการทางสังคม ความสนใจเรื่องการปลูกผักมาจากปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านอาหารก็เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องการลดรายจ่ายค่าอาหาร  พื้นที่ในการปลูกมีทั้งรูปแบบปลูกตามบ้าน และพื้นที่ส่วนกลาง  รูปแบบการปลูกผักในพื้นที่จำกัด ก็สามารถดัดแปลงเอาภาชนะที่ไม่ใช้แล้วในบ้านมาเป็นภาชนะปลูกผัก หรือปลูกใส่กระถาง ใส่ถุง  การปลูกผักในบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีอยู่หลากหลาย การจัดทำแปลงผัก ในพื้นที่บริเวณบ้านหรือริมรั้วบ้าน เป็นรูปแบบที่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์  กรณีคุณนคร ลิมปคุปตถาวร  คุณชูเกียรติ โกแมน  สวนบ้านคุณตา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ปลูกผักในเมือง ได้พัฒนารูปแบบการปลูกผักในพื้นที่บ้านเดี่ยว และในพื้นที่ที่มีน้ำขัง  เป็นรูปแบบทั้งแปลงผัก และผักที่ใส่ในภาชนะต่างๆ  และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของกลุ่มคนผู้สนใจที่ทำให้ความรู้ด้านการปลูกผักขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง  การปลูกผักริมรั้วของคุณป้อม ในกลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผัก เป็นรูปแบบที่สะดุดตากับการใช้พื้นที่ริมรั้วบ้านปลูกผักได้หลายสิบชนิด ด้วยการออกแบบที่สวยงาม รวมทั้ง การใช้พื้นที่รกร้างมาปรับปรุงเป็นพื้นที่อาหารดังเช่น กรณีสวนผักร่วมใจของชุมชนปิ่นเจริญ 1 ในเขตดอนเมือง หรือกรณีกลุ่มทุ่งสองห้องที่ใช้พื้นที่รกร้างของบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในพื้นที่นั้น มาปลูกผัก  รวมไปถึงการปลูกผักในโรงเรียน  การปลูกผักในวัด  ในโรงงาน ในร้านอาหารเพื่อสุขภาพ   นอกจากนั้นยังมีการปลูกผัก ประเภทที่เรียกว่า เพาะงอก  เช่น การเพาะถั่วงอก การเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากคนเมืองอย่างมาก เนื่องจากทำได้ง่าย และในกรณีที่ไม่มีพื้นที่ หรือพื้นที่ไม่มีแสงแดดที่จะปลูกผักในแปลงได้ ก็สามารถเพาะงอก ให้เป็นอาหารของครอบครัวได้เช่นกัน


          การปลูกผักในรูปแบบดังกล่าว ได้สร้างนวัตกรรมการปลูกที่หลากหลาย  ด้วยพืชผักที่หลากหลายชนิด โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10 ชนิดขึ้นไป และเป็นผักพื้นฐานที่ใช้กินในชีวิตประจำวัน เช่น พริก มะกรูด มะนาว กระเพรา โหระพา และผักจีน เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ผักสลัด บวบหอม ถั่วฝักยาว ฯลฯ  กรณีของชุมชนทุ่งสองห้อง 327  ปลูกผักมากกว่า 32 ชนิดในพื้นที่ 700 ตารางเมตร  ได้กิน และขาย เช่นเดียวกับ แปลงปลูกผักของคุณกุลแก้ว กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีสมาชิกในครัวเรือน 4 คน  ได้ปลูกผักหลากหลายชนิดเช่นกัน จากการเก็บข้อมูล พบว่า สามารถลดรายจ่ายจากการซื้อผักมาทำอาหารได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถลดรายจ่ายจากการซื้อผักได้ถึง 60 % หรือกรณีของคุณประนอม สนริ้ว ซึ่งมีสมาชิกในครัวเรือน 7 คน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักได้เดือนละ1,500-2,000 บาท หรือประมาณ 20% ของผักที่ซื้อ กลุ่มทุ่งสองห้อง 327 ก็สามารถประหยัดเงินค่าซื้อผักได้มากถึง 3,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน  บางคนสะท้อนว่า นอกจากการลดรายจ่ายจากการซื้อผักแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางออกไปซื้อผักอีกด้วย   แปลงผักเหล่านี้นอกจากการเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวคนที่ลงมือปลูกแล้ว  ยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน  บางแห่งปลูกจนเหลือกิน เช่น ชุมชนปิ่นเจริญ 1  ซึ่งปลูกผักมากกว่า 10 ชนิด คนในชุมชนที่รู้ ก็จะมาซื้อผักไปกิน  เป็นรายได้ให้กลุ่มไปใช้สำหรับค่าน้ำที่ใช้รดผัก และหมุนเวียนซื้อวัสดุที่จำเป็นสำหรับการปลูกผัก  เช่นเดียวกับชุมชนประเวศ  ซึ่งแปลงผักขนาดพื้นที่ 72 ตารางวา กลายเป็นแหล่งอาหารของชุมชนที่จะเข้ามาซื้อ หรือนำขยะมาแลกเปลี่ยน เงินรายได้นำไปเป็นต้นทุนสำหรับการผลิตที่ต่อเนื่อง และอีกหลายคน ที่เริ่มมีรายได้จากการขายผัก เช่น กรณีคุณนคร ซึ่งเมื่อมีผลผลิตจำนวนมาก ก็จัดทำการขายแบบขายตรง  โดยผลิตให้กับผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ประมาณ 2-3 ราย สอดคล้องกับกำลังการผลิตและขนาดพื้นที่ที่มี หรือบางคน ก็นำผักไปแปรรูปเป็นอาหาร จำหน่ายผ่านเวปไซด์ หรือในการจัดงานแสดงต่างๆ

 

          การปลูกผักในโรงเรียน ยังเป็นอาหารกลางวันสำหรับเด็กที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะมีผักที่หลากหลาย และทำให้ใช้งบประมาณค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนนำไปซื้ออย่างอื่น เช่น เนื้อสัตว์มาประกอบอาหารได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่งบประมาณซื้อได้แค่ผักเท่านั้น  การปลูกผักในวัดก็เช่นกัน และบางแห่งก็เป็นความร่วมมือระหว่างวัดกับโรงเรียน


          การปลูกผักในเมืองจึงถือได้ว่า ได้สร้างให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพให้กับภูมิทัศน์เมือง และเป็นพื้นที่อาหารของคนเมือง ที่ช่วยแก้ปัญหาอันเนื่องจากอาหารแพง อาหารปนเปื้อนสารเคมี หรือกระทั่งการขาดแคลนอาหารในภาวะวิกฤติในช่วงที่ผ่านมา  เนื่องจากภายหลังจากน้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554  มีผู้สนใจในการปลูกผักเพิ่มมากขึ้น  บางคนสะท้อนว่า เรียนมาสูง ทำงานรายได้ดีมาก แต่ช่วยตัวเองไม่ได้เลยโดยเฉพาะในด้านอาหาร ในช่วงวิกฤติน้ำท่วม ต้องยืนรอคิวซื้ออาหาร  การปลูกผักเป็นทำให้คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น และทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าจะช่วยตัวเองได้อย่างน้อยก็ในด้านการผลิตอาหาร  กระทั่งปัจจุบันเริ่มพัฒนาเป็นแหล่งรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้กับผู้ปลูก หรือกลุ่มปลูกผักได้เช่นกัน

 

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสุขภาพ

          การมีอาหารที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมี ทำให้ครอบครัวมีอาหารที่มีคุณภาพ สด สะอาด เนื่องจากครอบครัวที่ปลูกผักจะรู้ที่มาของผักที่ตนเองกิน  คนปลูกผักในเมืองหลายคน เริ่มให้ความสนใจกับการปลูกผัก เนื่องจากกลัวเรื่องผักที่ปนเปื้อนสารเคมี  โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกเล็ก  อยากมีอาหารที่ดีให้กับลูก และคนในครอบครัว จึงเริ่มลงมือปลูกผักกินเอง  แม้ว่าจะไม่มีความรู้ในด้านนี้มาก่อน แต่ก็พยายามหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งในสื่อประเภทต่างๆ หรือการไปหาแหล่งเรียนรู้ที่มีในเมือง  ปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหาที่คนเมืองให้ความสำคัญค่อนข้างมาก  เนื่องจากปัจจุบันโรคหลายโรคเกี่ยวข้องกับเรื่องอาหาร ความเครียด ทำให้การปลูกผักกินเองเป็นได้ทั้งอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ  และยังเป็นพื้นที่ของการผ่อนคลาย เพราะการปลูกผักถือเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถจากความจำเจ ความเครียดจากการทำงาน มาสู่ธรรมชาติ ความเข้าใจต่อธรรมชาติ  ซึ่งพบว่า ผู้มีปัญหาสุขภาพหลายคน มีสุขภาพที่ดีขึ้น  ในที่นี้รวมถึงผู้สูงอายุ ซึ่งไม่มีงานทำ  คนปลูกผักหลายกลุ่มจะมีผู้สูงอายุเข้าร่วมปลูกผัก  และทำให้ได้ออกกำลังกาย และมีงานทำ ไม่เหงา  รวมทั้งการปลูกผักยังช่วยให้คนป่วยที่มีปัญหาเรื่องร่างกาย ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ กลับมาลุกเดิน ช่วยเหลือตัวเองได้ เนื่องจากการดูแลผักทำให้ได้ออกกำลังกาย และได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการยืดกล้ามเนื้อให้คลายตัว และขยับตัวได้มากขึ้น 

          การปลูกผักกับสุขภาพ ไม่ได้มีเพียงเท่าที่กล่าวมาข้างต้น  พัฒนาการของเกษตรเมืองในประเทศไทย ได้ทำให้การปลูกผักยกระดับไปสู่การบำบัดคนไข้จิตเวช หรือที่เรียกว่า Garden Therapy   กรณีโรงพยาบาลอ่าวอุดม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ได้ใช้การปลูกผักเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับคนไข้ และพบว่า คนไข้มีสภาพจิตดีขึ้น การปลูกผักทำให้อารมณ์ดีขึ้น   และเกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น  คุณญาดา พยาบาลชำนาญการ งานสุขภาพจิตและจิตเวชของโรงพยาบาล สะท้อนว่า การปลูกผักทำให้คนไข้รู้จักการรอคอย และทำให้คนไข้ได้อยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น จึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น  กระบวนการเหล่านี้ ทำให้คนไข้จิตเวชได้รับการบำบัดได้อย่างเป็นจริง 


          ปัจจุบันการบำบัดดังกล่าว เป็นที่สนใจของโรงพยาบาลหลายแห่ง  ที่ติดต่อมาดูงานกับโรงพยาบาลอ่าวอุดม  รวมทั้งมีโรงพยาบาลที่ลงมือทำ เช่น โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา  ซึ่งมีความสนใจต้องการนำไปใช้กับคนไข้  และกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการ  โดยใช้พื้นที่ว่างในโรงพยาบาลขึ้นแปลงผัก  โดยคนไข้มีส่วนร่วมในการปลูกผัก นับแต่ขึ้นแปลงผัก นอกจากจะใช้ในการบำบัดผู้ป่วยแล้ว  แปลงผักดังกล่าว ยังเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของโรงพยาบาลได้อีกด้วย

          การปลูกผักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  จากเดิมที่กิจกรรมในชีวิตเป็นวิถีแบบคนเมือง คือการทำงานที่เคร่งเครียด และพักผ่อนโดยการดูหนัง หรือการเดินห้างสรรพสินค้า  แต่เมื่อมีกิจกรรมปลูกผัก ทำให้มีความเข้าใจธรรมชาติ  และเข้าใจชีวิตมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ทำให้คนปลูกผัก เริ่มมีวิถีที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น  และเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตมีวิถีที่ไม่เร่งรีบ  และมีความผ่อนคลายมากขึ้น  เข้าใจเรื่องการบริโภคมากขึ้น  เนื่องจากมีข้อมูลมากขึ้น และเรียนรู้จากการปลูกผักที่ทำให้เห็นวงจรของธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต หลายคนสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงว่าใจเย็นมากขึ้น และมีความผ่อนคลายมากขึ้นจากกิจกรรมการปลูกผักในครอบครัว และในกลุ่ม 


การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน

            เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นพื้นฐานที่คนปลูกผักจะมีความเข้าใจ และปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องกัน คือ การเชื่อมโยงการปลูกผักกับการจัดการขยะเนื่องจากทุกครัวเรือนมีขยะ  การปลูกผักได้ดี จะต้องมีดินที่มีคุณภาพดี มีธาตุอาหารในดิน  ซึ่งจำเป็นต้องใช้อาหารสำหรับดิน  การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อการปรับปรุงดิน เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนปลูกผักต้องมีความรู้ ความเข้าใจ  ขยะจากครัว เศษอาหาร สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพได้เป็นอย่างดี  รวมทั้งการนำวัสดุเหลือใช้มาเป็นวัสดุปลูก เช่น ตะกร้า ถัง กระป๋อง ล้อยางรถยนต์ ฯลฯ  ซึ่งเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก การนำมาใช้ใหม่ ทำให้ขยะเหล่านี้กลับกลายเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น  จากการเก็บข้อมูลของโครงการสวนผักคนเมืองที่สนับสนุนกลุ่มต่างๆในการปลูกผัก  พบว่า มีการใช้ประโยชน์จากขยะทั้งที่เป็นขยะอินทรีย์ และขยะที่ย่อยสลายยาก  ดังตาราง :

 

ตาราง : แสดงการใช้ประโยชน์จากการจัดการขยะ

โครงการ

ขยะย่อยสลายยาก

ขยะอินทรีย์

การนำไปใช้ประโยชน์

บำรุงราษฎร์เขียวได้อีก

12 กก.

30 กก.

ภาชนะปลูกผัก และน้ำหมักชีวภาพ

ปลูกผัก ปลูกรักษ์ สามัคคี

44 กก.

64 กก.

ภาชนะปลูกผัก และดินหมัก

สวนผักพหลโยธิน 53

-

72 กก.

หมักดินและน้ำหมักชีวภาพ

ปลูกผักเพื่ออนาคต ลดค่าใช้จ่าย แจกจ่ายชุมชน

1 กก.

184 กก.

ภาชนะปลูกผัก หมักดิน และน้ำหมักชีวภาพ

ปลูกผักกับการสร้างความสัมพันธ์ของคนเมือง

20 กก.

100 กก.

ภาชนะปลูกผัก หมักดิน และน้ำหมักชีวภาพ

ที่มา : รายงานความก้าวหน้าโครงการสวนผักคนเมือง, 2556

 

          การจัดการขยะในอีกรูปแบบหนึ่ง คือการจัดทำ “สหกรขยะ” ของกลุ่มชุมชนใต้สะพาน หรือชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ในเขตประเวศ   ซึ่งชาวบ้านจะร่วมกันลงหุ้นจัดตั้งเป็นสหกร โดยเอาขยะมูลค่า 100 บาทมาลงหุ้น  และให้ชาวบ้านเอาขยะในบ้านมาแลกกับสินค้าของสหกร ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งมาแลกกับผักก็ได้  นอกจากนั้นกลุ่มได้เอาขยะอินทรีย์มาทำปุ๋ยหมัก   การจัดการขยะเกิดขึ้นในกลุ่มคนเมืองที่ปลูกผัก และใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม  มีรูปแบบการจัดการขยะหลายแบบ  ทั้งในโรงเรียนก็สามารถดำเนินการได้ และมีหลายโรงเรียนที่ดำเนินการได้ดี เช่น โรงเรียนทางเลือกต่างๆ เป็นที่ศึกษาดูงานของหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งผู้สนใจ  กลุ่มต่างๆเหล่านี้ตั้งเป้าหมายให้ขยะเป็นศูนย์    


          นอกจากการจัดการขยะแล้ว การปลูกผักยังต้องการน้ำสำหรับลดผัก  การหมุนเวียนนำน้ำกลับมาใช้ใหม่  เป็นความพยายามคิดค้นของคนเมือง  การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียในบ้าน  ทำให้การจัดการของเสียสามารถนำกลับมาใช้อีกได้ หลังจากมีการบำบัดแล้ว    การเชื่อมโยงการปลูกผักกับการใช้พลังงาน เป็นอีกมิติหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ผ่านมา  มีการคิดค้นเรื่องการลดการใช้พลังงาน  และการใช้พลังงานทางเลือก เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในระบบการปลูกผัก รวมไปถึงการใช้ไฟในครัวเรือน   ศูนย์อบรมบ้านคุณตาได้คิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ในบ้าน และในแปลงผัก  โดยเป็นโมเดลของบ้านคนเมืองที่จะสามารถพึ่งตนเองด้านอาหารและพลังงานควบคู่กัน หรือจากการคำนวณของอาจารย์เดชรัตน์ สุขกำเนิด ที่คำนวณเรื่องบ้านประหยัดพลังงาน ก็มีองค์ประกอบของต้นไม้ และอาหารเข้ามา ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้  โดยคำนวณจากพื้นที่ 20 ตารางวา หากปลูกผักสวนครัว และผลไม้ไว้กินเอง จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 36 กก. CO2/คน/ปี  เช่นเดียวกับการคัดแยกขยะมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมัก ซึ่งก็ทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อีก เช่นเดียวกับการเดินทางไปซื้ออาหารในที่ห่างไกล การผลิตอาหารทำให้อาหารมาอยู่ใกล้บ้าน  ช่วยทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง  ซึ่งเท่ากับว่า เกษตรเมืองนอกจากจะเป็นการสร้างอาหารที่มีคุณภาพดี ลอความเปราะบางให้กับคนเมืองแล้ว  ยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน   การปลูกผักที่เชื่อมโยงประเด็นดังกล่าว เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นของเมืองที่จะตอบรับกับปัญหาของเมืองได้อย่างมีนัยยะสำคัญ 

 

 

การสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคม

การปลูกผักกินเองนำมาสู่การสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคม    มีหลายชุมชน หลายกลุ่มที่แปลงผักเป็นพื้นที่ของการพูดคุย การรู้จักกันมากขึ้น  หรือเป็นพื้นที่ของการแบ่งปัน  ในบางชุมชน เมื่อปลูกผักแล้ว ก็นำผลผลิตที่ได้มาแจกจ่ายกันกับเพื่อนบ้าน เช่น โครงการที่ราชบุรี เมื่อได้ผลผลิต กลุ่มก็จะนำไปให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในชุมชน เนื่องจากมีหลายคนที่สุขภาพไม่ดี   หรืออีกหลายครอบครัวที่ปลูกผักกินเองได้ ก็จะแบ่งปันกันในกลุ่ม  กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มดีขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้น  การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันก็มีมากขึ้น  และทำให้ความรู้นั้นนำไปสู่การปฏิบัติได้ง่ายขึ้น  เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปลูกผัก  หรือการช่วยเหลือกันในการดูแลแปลงผัก


ความสัมพันธ์ของคนเมืองมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากสังคมที่เป็นชุมชนทางกายภาพแล้ว ความสนใจในการปลูกผัก ยังทำให้คนเมืองได้สร้างความสัมพันธ์ในโครงสร้างใหม่  กล่าวคือ การติดต่อสื่อสารทางออนไลน์ และพบคนที่สนใจปลูกผัก  ก็มีการช่วยตอบคำถาม หรือกระทั่งการให้คำปรึกษาที่ใกล้ชิดหรือการรวมกลุ่มของคนเมืองในการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมกินข้าวในสวน  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นการพบปะกันของกลุ่ม โดยจัดเดือนละครั้ง  ในการพบปะกันนั้น คนในกลุ่มจะทำอาหารมากินร่วมกัน  โดยใช้ผักที่ตนเองปลูกมาปรุงอาหาร และมีกิจกรรมการพูดคุยเสวนากัน โดยกลุ่มจะกำหนดหัวข้อของการพูดคุย หรือในบางครั้ง ก็เป็นการเสวนากันตามความสนใจ  นอกจากนั้น ยังมีการสาธิต หรือจัดอบรมเรื่องการปลูกผักให้ผู้ที่สนใจอีกด้วย  การรวมกลุ่มของคนปลูกผัก อาจเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มาอบรมการปลูกผักร่วมกันกับศูนย์อบรมของโครงการสวนผักคนเมือง    เช่น กลุ่มฮาร์ดคอร์ ออแกนิค  ที่มีพื้นที่เรียนรู้ในเขตลาดพร้าว ซึ่งกลุ่มได้ร่วมกันทำกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปลูกผัก ปลูกข้าวร่วมกัน การแปรรูป กระทั่งถึงการเรียนรู้เรื่องสุขภาพ  เป็นต้น 


กิจกรรมที่ทำร่วมกันของคนเมืองอีกประเภทหนึ่ง คือการช่วยเหลือสถานสงเคราะห์ต่างๆ ซึ่งมีผู้ด้อยโอกาสอาศัยอยู่  การช่วยเหลือทั้งในรูปการช่วยเหลือทางการเงิน และการช่วยปลูกผักในสถานสงเคราะห์ หรือในหน่วยงานต่างๆ  ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเมืองในกลุ่มต่างๆเหล่านี้ มีความแนบแน่นมากขึ้นกว่า การรู้จักกันเพียงอย่างเดียว   รวมไปถึงกิจกรรมการช่วยเหลือกันเองในกลุ่ม  ดังเช่น กรณีกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งประสบปัญหาไม่มีงาน ในช่วงปี พ.ศ. 2554  จึงได้รวมกลุ่มกันทำเรื่องออมทรัพย์ เพื่อเป็นกองทุนของกลุ่มผู้หญิงส่งเสริมอาชีพ ในช่วงเริ่มต้นมีสมาชิก 70 คน  แต่ต่อมา เมื่อกลุ่มมีกิจกรรมการปลูกผัก และสามารถลดรายจ่ายลงได้ ก็ได้นำเงินที่ไม่ต้องจ่ายค่าผักมาออมกับกลุ่มคนละ 40 บาท  เพื่อเป็นกองทุนให้สมาชิกกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปลดหนี้นอกระบบ และสร้างอาชีพ  ปัจจุบัน มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเป็น 254 คน  เนื่องจากสมาชิกเห็นว่าทั้งเรื่องการปลูกผัก และกองทุนเป็นประโยชน์กับตนเองด้วยกันทั้งสิ้น


 

การเรียนรู้และการพัฒนาคน

การขยายตัวของการปลูกผักของคนเมืองที่สำคัญเกิดจากการเรียนรู้ เนื่องจากคนเมืองส่วนใหญ่ปลูกผักไม่เป็น  ไม่มีพื้นฐานด้านการเกษตรกรรมมาก่อน  ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าเป็นคนมือร้อน ปลูกอะไรไม่ขึ้น  การเข้าร่วมอบรมกับศูนย์อบรมต่างๆ ที่โครงการสวนผักคนเมืองสนับสนุน  รวมทั้งการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทำให้ความรู้ได้รับการพัฒนา และมีความสามารถในการปลูกผักเพิ่มมากขึ้น    การเรียนรู้เป็นหัวใจของการพัฒนาเกษตรเมือง  และการเรียนรู้นั้นก็ไม่หยุดนิ่ง  แหล่งเรียนรู้ต่างๆจึงมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาความรู้ และถ่ายทอดความรู้    ความเข้าใจของคนเมืองต่อการปลูกผัก และความเข้าใจชีวิตและธรรมชาติ ล้วนเกิดจากการเรียนรู้ของผู้สนใจ 


นอกจากการเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้ของผู้สนใจที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  การปลูกผักยังเป็นการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี  โครงการปลูกผักในโรงเรียน มีเป้าหมายที่จะให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการปลูกผัก และเกษตรกรรม ตามหลักสูตรที่โรงเรียนมา ศูนย์เรียนรู้บางแห่งมีหลักสูตรสำหรับเด็ก ให้เรียนรู้เรื่องวิชาต่างๆ ผ่านสวนผักและการปลูกผัก  การรู้จักดินการเข้าใจธรรมชาติ  โดยการบูรณาการวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน   ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ  ซึ่งพบว่าเด็กมีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  เช่น จากเด็กที่ไม่เคยกินผัก เปลี่ยนมากินผักได้   การเรียนรู้แบบบูรณาการนี้ พัฒนาไปสู่หลักสูตรที่ยังไม่มีการสอนในโรงเรียนปกติ  แต่หากความสำเร็จของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็นการสร้างคนให้มีความเข้าใจต่อธรรมชาติ  เข้าใจความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ  รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่น ก็จะทำให้การปลูกผัก มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนความคิด ความรู้ และสร้างรูปการจิตสำนึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ  อันจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศเมืองที่สมดุลมากขึ้น

 

ท่ามกลางการพัฒนาเกษตรเมืองในประเทศไทย ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น มีอุปสรรคอันมากมาย ทั้งในเรื่องที่ดิน และความเป็นเจ้าของพื้นที่ในการปลูกผัก  ความรู้ที่ต้องการการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นกับเมือง  รวมทั้งการสนับสนุนจากนโยบาย  แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจและมีทิศทางที่ชัดเจนต่อการสร้างสมดุลให้กับเมืองที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย เป็นหน่วยทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิต  อย่างไรก็ตาม ทิศทางเหล่านี้ ต้องการการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรเมืองมีบทบาทให้การสร้างและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในเมืองให้ดีมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจากสมาชิกเครือข่ายโครงการสวนผักคนเมืองค่ะ


[1]เอกสารนำเสนอในการสัมมนาวิชาการเรื่อง “การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อการปรับตัวและ บรรเทา    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  วันที่ 18-20 ธันวาคม 2556  ณ. โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย


 | วันที่ 02/08/2559

อ่าน 1518


 Ecotherapy : ให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจ
 "If they grow it,they will eat it " : ถ้าพวกเขาเป็นคนปลูก พวกเขาจะกิน
 ฝ่าฟัน เพื่อฝัน และความยั่งยืนของเกษตรอินทรีย์
 เกษตรในเมืองกับนโยบายสาธารณะ
 กินดี อยู่ดี มีสุข (จริงหรือ?)


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber