โภชนศึกษาเพื่อการมีชีวิตอยู่ของเด็กญี่ปุ่น

            ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวดีๆ ที่น่าประทับ และน่าเอาแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องการเกษตร และเรื่องอาหารการกิน จนญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศในฝันของใครหลายคนที่อยากจะไปเที่ยวดูงานเกี่ยวกับเรื่องวิถีการผลิตและการบริโภคของเขา


            เมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมฟังเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์Organic to School : อาหารอินทรีย์ในโรงเรียน (ประสบการณ์จากญี่ปุ่น)  ที่ทางสวนเงินมีมา ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่าน จึงได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้ว ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาต่างๆมากมายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต อัตราเด็กที่แพ้อาหารก็พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับอัตราเด็กที่ฆ่าตัวตาย ทางด้านวิถีการบริโภค ดร.มิซูโน โชจิ นักพัฒนาและรองประธานสมาพันธ์ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ญี่ปุ่น ก็เล่าว่าคนญี่ปุ่นเปลี่ยนวิถีการบริโภคโดยหันมากินพวกเนื้อ ไขมันสูงขึ้น กินแป้งน้อยลง เป็นการบริโภคตามแบบตะวันตก ซึ่งก็ทำให้ต้องนำเข้าอาหารมากขึ้น อัตราการพึ่งตนเองของญี่ปุ่นก็ลดลง เหลือแค่ 40% เท่านั้น  ผู้ผลิตกับผู้บริโภคห่างเหินกันมากขึ้น คนจะซื้อของก็ดูแค่ฉลาก ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องฉลากปลอมบ้าง เรื่องสารเคมีตกค้างบ้าง ในขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรในประเทศก็ลงจำนวนลงเรื่อยๆ ชุมชนหลายชุมชนมีแนวโน้มจะล่มสลาย  ทรัพยากรธรรมชาติก็ถูกทำลาย....ปัญหาต่างๆนานานี้ ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุคแห่งความทันสมัยนี้ แต่ละประเทศต่างก็กำลังเผชิญปัญหาคล้ายๆกันทั้งสิ้น


            อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นไม่ได้แค่ตระหนักถึงปัญหา แล้วปล่อยผ่านไป แต่เขาพยายามหาทางแก้ไข โดยมีแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจ  

            ดร.มิซูโน โชจิ  เล่าให้ฟังว่า จากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้เมื่อปี 2548 ทางญี่ปุ่นได้จัดทำกฎหมายส่งเสริมโภชนศึกษาพื้นฐานขึ้น โดยหลักของโภชศึกษาที่ว่านี้คือ

-         เป็นเรื่องพื้นฐานของการศึกษา จริยศึกษา และพละศึกษา เพื่อการมีชีวิตอยู่

-          เป็นการฝึกฝนคนให้สามารถดำเนินชีวิตด้านการบริโภคที่ถูกต้อง โดยเรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร และฝึกให้มีศักยภาพในการเลือกอาหารจากประสบการณ์ต่างๆ

-          เป็นพื้นฐานที่จะบ่มเพาะกายและจิตตลอดทั้งชีวิต และฝึกฝนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยส่งผลต่อการเจริญเติบโตทั้งจิต กายและบุคลิกภาพด้วย


           สิ่งที่เขาทำก็คือการรณรงค์ส่งเสริม ทำงานร่วมกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และประชาทั่วไปให้ตระหนักถึงความสำคัญของอาหารอีกครั้ง โดยเน้นให้คนเห็นความเชื่อมโยง และรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ผืนดิน ผืนน้ำ รวมถึงเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้เราได้กิน  และให้ความสำคัญต่อการฝึกจิตใจให้มีความเคารพธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพิธีการ วัฒนธรรมการกินอยู่ ฤดูกาล ต้นแบบของพฤติกรรมการบริโภคที่มีสุขภาพดี และเรื่องราวของการปรุงและแปรรูปอาหารพื้นบ้านต่างๆ ที่คนญี่ปุ่นสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เชฟ และนักวิจัย เพื่อเชื่อมโยงเรื่องอาหารกับสุขภาพ รวมถึงมีการส่งเสริมให้เด็ก และผู้ใหญ่ได้สัมผัสประสบการณ์การทำเกษตร ให้ได้เรียนรู้เรื่องอาหารจากแก่นแท้ด้วยตัวเอง โดยไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นเกษตรกรและใครเป็นผู้บริโภค


            "การปลูกผักในโรงเรียนนั้นสำคัญ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เราก็ได้เรียนรู้ เราจะได้ค้นพบตั้งแต่แรกว่าทุกอย่างมีชีวิต เรากำลังกินของที่มีชีวิต เราเมื่อเรารู้ว่าเรากินชีวิตเขา เราก็จะรู้สึกขอบคุณ และก็ขอบคุณต่อธรรมชาติที่เอื้อให้เราทำเกษตรด้วย ถ้าไม่มีอาหารให้เรากิน เราก็อยู่ไม่ได้” ดร.มิซูโน โชจิ กล่าว

            นอกจากนี้เขายังยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับโรงเรียน โดยช่วยกันเปลี่ยนอาหารกลางวัน จากอาหารที่เน้นขนมปัง นม ก็ให้หันมาใช้ข้าวอินทรีย์แทน และส่งเสริมเรื่องอาหารพื้นบ้านของญี่ปุ่นมากขึ้น โดยให้อาหารกลางวันเป็นเหมือนสื่อในการเรียนรู้เรื่องราวของอาหารและโภชนศึกษานั่นเอง


             คุณอิชิวาตะ โตชิอิสะ รองประธานสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์โอดาวาระเพื่อพัฒนาชุมชนและเกษตรกรญี่ปุ่นเป็นเกษตรกรอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเข้าไปทำแปลงเกษตรและสร้างการเรียนรู้เรื่องราวของเกษตร เรื่องราวของอาหาร และเรื่องราวของธรรมชาติ ให้เด็กๆในโรงเรียน


             เขาเล่าให้ฟังว่าที่โรงเรียนที่เขาไปทำงานด้วย จะมีแปลงเกษตรที่เด็กๆจะได้เรียนรู้และลงมือปลูกข้าวและปลูกผัก ทั้งมันฝรั่ง และหัวไชเท้า ตั้งแต่เป็นเมล็ด จนกระทั่งเก็บเกี่ยว และนำไปทำเป็นอาหารกลางวัน แถมผลผลิตบางส่วน เด็กๆก็ได้นำกลับไปทำอาหารกินที่บ้านด้วย


              คุณอิชิวาตะ โตชิอิสะ บอกว่า ระหว่างที่เด็กมาเรียนรู้ที่แปลง เขาก็จะสอนให้เด็กได้เห็นถึงระบบนิเวศน์ที่ดี ที่เกิดขึ้นจากการไม่ใช้สารเคมี นอกจากนี้ยังสอนเรื่องผลผลิตที่รูปลักษณ์ไม่สวยงาม แต่ก็เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถนำมาทำอาหารได้ ที่สำคัญเขายังเล่าว่า การที่ให้เด็กได้ลงมือทำเกษตรเองนี้ จะทำให้เขาเข้าใจเกษตรกรและเห็นคุณค่าสิ่งที่เขากินมากขึ้นด้วย อย่างตอนเด็กปลูกข้าวจากเมล็ด แค่ไม่มารดน้ำ 2 วัน ข้าวก็เหี่ยว เด็กก็ได้เรียนรู้ว่าเกษตรกรต้องทำงานหนัก ต้องรับผิดชอบมากเพียงใด กว่าจะมีข้าวให้เราได้กิน


              นอกจากนี้ คุณอิชิวาตะ ยังได้แบ่งปันความเห็นจากประสบการณ์การทำงานเรื่องเกษตรและอาหารกับโรงเรียนให้ฟังด้วยว่า การทำสวนผักในโรงเรียนนั้น ควรมีเกษตรกรในพื้นที่มาช่วยโรงเรียน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้วย เพราะครูอาจจะทำกันไม่ไหว อย่างที่เขาได้เข้าไปช่วยโรงเรียนทำมาถึง 6 ปีแล้ว ส่วนเรื่องอาหารกลางวันของโรงเรียน ถ้าจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมาใช้ เขาเห็นว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องทำเรื่องการผลิตและการบริโภคในพื้นที่ชุมชนนั้นๆ คือให้ผลิตและกินกันในพื้นที่ เพราะผลผลิตที่ได้มันจะเหมาะกับพื้นที่นั้นๆ ตอนแรกอาจจะยังไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะทำเกษตรอินทรีย์ แต่พอเขาเริ่มรู้ว่าผลผลิตที่เขาปลูกนี้ ส่งให้โรงเรียนนะ คนกินคือเด็ก เขาก็จะเริ่มสนใจและสงสารเด็ก และเริ่มค่อยๆปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์กันมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นคนที่อยู่พื้นที่เดียวกัน และใช้เรื่องความสัมพันธ์เข้ามามีส่วนช่วยด้วย

            นับเป็นเรื่องราวประสบการณ์จากแดนญี่ปุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย ที่สำคัญเราจะเห็นได้เลยว่า แม้ว่าเขาจะตระหนักถึงปัญหาเรื่องอาหาร และเรื่องสุขภาพ แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำ และตั้งใจทำงานด้วยก็คือหัวใจของผู้คน  “การฝึกจิตใจให้มีความเคารพธรรมชาติ ให้รู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่างๆ” ดูเหมือนจะเป็นหลักสำคัญ ที่เขาเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีการผลิตและการบริโภคของเด็กๆและผู้คนได้


 | วันที่ 09/09/2559

อ่าน 599


 เมื่อคนคอนโดไฮโซมาปลูกผัก
 NooJo Art and Farm : พื้นที่แห่ง(การเรียนรู้)ชีวิต
 ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ แปลงผัก กับแม่ค้าที่มีหัวใจ
 ปลูกผัก พึ่งตนเองยามรายได้ลด
 สวนแห่งชีวิตครอบครัว


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber