บนเส้นทาง Organic to School : ความฝันและความจริง


          เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าตอนกลางวัน  เมนูอาหารที่โรงเรียน  ลูกๆหลานๆของเรากินอะไรกัน  สำหรับบางคน เรื่องอาหารการกินของเด็กอาจเป็นเรื่องเล็ก บางครอบครัว เด็กๆอาจฝากท้องไว้กับอาหารแช่แข็งสำเร็จรูปพร้อมกินด้วยซ้ำ  ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว เรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพเด็กอย่างมาก และถึงเราจะสนับสนุนให้ลูกเรียนเก่งได้มากแค่ไหน แต่สุขภาพเด็กไม่ดี ก็คงมีผลกระทบต่อชีวิตของเด็กไม่น้อย

            มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวประสบการณ์การขับเคลื่อนอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนจากครูและผู้ปกครองทั้งจากโรงเรียนทางเลือก อย่างโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก โรงเรียนปัญโญทัย โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนวิถีพุทธ อย่างโรงเรียนทอสี และโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร อย่างโรงเรียนประถมนนทรี ก็พบว่าบนเส้นทาง Organic to School นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจ อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง


            เริ่มจากผอ.สุภาวดี อึ้งพานิช โรงเรียนประถมนนทรี  ที่เล่าถึงความพยายามให้การออกแบบ และปรับเปลี่ยนเมนูอาหารกลางวัน ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนหัวละ 20 บาทนี้ ให้เป็นอาหารที่ดี มีคุณภาพ ปรุงจากวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ว่า เรื่องอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทางโรงเรียนก็ได้พยายาม โดยจ้างแม่ครัวพิเศษที่ทำการควบคุมเมนู และมีการออกแบบเมนูอาหารให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับผักจากเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับ โดยทางโรงเรียนก็ได้ทำงานกับสวนเงินมีมา ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ให้ส่งผลผลิตเข้าโรงเรียน ผอ.สุภาวดี บอกว่า แม้ว่างบประมาณที่ใช้จะสูง แต่ก็เชื่อว่าไม่แพงเกินสุขภาพเด็ก และก็พอจะสามารถออกแบบให้อยู่ในวงเงิน 20 บาทที่ได้รับมาได้

            อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การพยายามทำงานเรื่องนี้ ท่านก็พบปัญหาอยู่เหมือนกัน เช่นว่าผลผลิตของเกษตรกรมีไม่หลากหลายเท่าที่ควร ทำให้บางช่วงมีเด็กได้กินแต่ผักบุ้ง ซึ่งทางโรงเรียนก็พยายามทดลองทำแปลงปลูกผักเอง เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองด้านอาหารได้มากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาต่างๆ ก็เรียกว่าไม่ถึงกับประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  ท่านถึงกับเสนอว่าโรงเรียนมีพื้นที่ หากใครสนใจจะทำการผลิตเพื่อส่งผลผลิตให้โรงเรียน โรงเรียนก็ยินดีให้เช่าพื้นที่เลยทีเดียว


            ส่วนครูอุ้ย อภิสิรี จรลชวนะเพท เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำโรงเรียนอนุบาลบ้านรักมากกว่า 30 ปี ว่า ตอนเริ่มเปิด มีเด็กแค่ 6 คน ครูอุ้ยก็ทำทุกอย่าง รวมถึงงานครัว โดยมีหลักสำคัญว่า ทำอาหารให้เด็กกิน ต้องอร่อยด้วยและสวยด้วย คือข้าวต้องรสชาติดี และอย่างน้อยต้องมีผัก 3 สีขึ้นไป ไม่งั้นเด็กก็จะมีข้ออ้าง โดยอาหารที่โรงเรียนนำมาทำให้เด็กกินนั้น ส่วนใหญ่จะมีแหล่งที่มาดี ทั้งนมก็เป็นนมอินทรีย์ ข้าวก็มาจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่สุรินทร์ ส่วนผัก ก็เชื่อมกับเกษตรกรในเครือข่าย MOA ซึ่งเป็นการผลิตแบบอินทรีย์ หากไม่พอก็ได้มาจากร้าน Lemon Farm บาง และจากเพื่อนฝูง เครือข่ายที่ทำเกษตรอินทรีย์บ้าง

            “ตอนเล่านิทานเรื่องสโนไวท์ ก็พบว่าสโนไวท์มาเป็นอะไรตอนที่กินแอปเปิ้ลมีพิษเข้าไป เราเลยตระหนักว่าถ้าเราจะเอาอะไรให้เด็กกิน ก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เด็กยังได้รับพลังปราณของพืชผักผลไม้ที่กินเข้าไป และได้รับพลังจากความตั้งใจของครู ของพ่อแม่ที่ตั้งใจหาอาหารที่ดีให้เขากินด้วย คือทุกอย่างมันเป็นพลังชีวิตที่เขาจะได้รับเข้าไปด้วย” แม่อุ้ยกล่าว

            นอกจากนี้ครูอุ้ยยังเล่าถึงพื้นที่สวนที่หนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกของครูอุ้ย ที่เด็กๆได้มีโอกาสมาเรียนรู้ที่แปลง และได้ช่วยกันมาเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยวด้วย  ซึ่งครูอุ้ยบอกว่า เด็กๆจะได้เรียนรู้วิชาการผ่านทักษะชีวิต งานบ้าน งานครัว งานสวน ซึ่งครูจะทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง และเด็กจะเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่มีความสำคัญและมีผลต่อเด็กๆอย่างมาก


            อีกโรงเรียนหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นโรงเรียนที่เห็นถึงความสำคัญ และพยายามขับเคลื่อนเรื่องอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนอย่างมาก ก็คือ โรงเรียนปัญโญทัย

            ผอ.วีณา รัตนมงคล เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 20 ปี และมีนโยบายเรื่องอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนตั้งแต่เปิด เพราะเห็นว่าสุขภาพเด็กเป็นพื้นฐานที่สำคัญ  ซึ่งจากความพยายามลงมือทำโดยมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าตั้งใจจะทำเพื่อเด็ก แม้ว่าจะประสบปัญหาต้นทุนสูง ผู้ผลิตน้อย หาผลผลิตยาก แต่ก็ไม่ท้อถอย จนจากความพยายามทำเพื่อเด็ก ก็ทำให้คุณครูเริ่มเข้าใจเกษตรกรผู้ผลิตมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผอ.วีณา บอกว่าบางช่วงผักแพงมาก เราก็พยายามแหล่งผลิตที่อื่น แต่ตอนนี้เราก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ถึงบางช่วงผลผลิตแพง เราก็จำเป็นต้องเกื้อกูลเกษตรกรให้สามารถผลิตต่อได้ด้วยเช่นกัน

            จากโรงเรียน ก็เริ่มขยับไปสู่พ่อแม่ผู้ปกครองด้วย โดยโรงเรียนก็พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญเรื่องอาหารมากขึ้น จนผู้ปกครองก็เข้ามามีบทบาท มีส่วนช่วยในการหาวัตถุดิบ ผลผลิตอินทรีย์ต่างๆมาส่งให้โรงเรียนด้วยเช่นกัน เกิดการเติบโตขยับขยายเป็นสหกรณ์โรงเรียน ที่มีผลผลิตอินทรีย์ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองไปช่วยกันสรรหามาจากแหล่งผลิตต่างๆมาจำหน่าย และก็มีการแปรรูปบางส่วนด้วย โดยพ่อแม่ก็เป็นคนทำอีกเช่นกัน เพื่อให้เด็กๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหาร ได้มีอาหารที่ดีกลับไปกินที่บ้านด้วย

            ผอ.วีณาบอกว่า จากการให้ความสำคัญเรื่องอาหารนี้ ก็พบว่าเด็กที่เคยมีปัญหาเรื่องโรคอ้วน พอมาอยู่โรงเรียนนี้น้ำหนักก็ลดลง คนที่เป็นภูมิแพ้ก็อาการดีขึ้น หรือบางคนที่สมาธิสั้น ก็อาการดีขึ้นด้วยเช่นกัน

            แม้ว่าหนทางนี้จะไม่ง่ายนัก แต่ผอ.วีณาก็บอกว่า “เรามีเป้าหมายว่า จะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก พอเจอสิ่งที่ทำให้ท้อแท้ เราก็จะนึกถึงเป้าหมายนี้ และศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ และทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริง”

            ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ โรงเรียนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแค่เด็กและผู้ปกครอง แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูผู้สอน และมีบทบาทสำคัญให้การพัฒนาเด็กด้วย ผอ.วีณา บอกว่า หลังจากที่ทำเรื่องอาหารกับเด็ก ก็พบว่าครูยังไปซื้อขนมปังมากินเป็นอาหารเช้ากันอยู่เลย ตอนนี้ทางโรงเรียนเลยจัดอาหารเช้าให้ครูกิน แถมยังมีปิ่นโตอาหารเย็นให้ครูได้กินด้วย เพราะครูเองก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองเช่นกัน


            พ่อกุ๊ก ชุมพล พิพัฒน์เมฆินทรี ผู้ปกครองเด็กโรงเรียนทอสีเป็นอีกคนหนึ่งที่มาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องราวอาหารในโรงเรียนทอสี ให้ฟังว่า ที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องว่าการศึกษาเริ่มต้นที่การกินอยู่เป็น  ทางโรงเรียนจึงเริ่มรับข้าวคุณธรรมจากชาวนาที่ผลิตแบบอินทรีย์มาเป็นเวลานานแล้ว โดยจะซื้อมาเป็นข้าวเปลือก และนำมาสีเองทุกอาทิตย์ เพื่อให้ได้ข้าวสดใหม่ ในขณะเดียวกันเด็กๆก็มีโอกาสได้เห็นกระบวนการสีข้าวด้วย

            แม้ว่าเมนูอาหารตอนนี้ ยังไม่ได้เป็นอาหารที่ทำจากผลผลิตอินทรีย์ แต่ทางโรงเรียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองก็มีความสนใจอย่างมาก และมีการรวมตัวกันทำกิจกรรม Farm Drop ทุกวันพุธที่โรงเรียน คือพ่อแม่แต่ละคนก็ไปสรรหาวัตถุดิบจากไร่ จากสวนที่มีคุณภาพมา แล้วแจ้งให้เพื่อนๆผู้ปกครองได้ทราบว่ามีอะไรบ้าง ใครสนใจก็สั่งซื้อร่วมกัน แล้วก็นัดมาเอาผลผลิตกันทุกวันพุธ เป็นตลาดที่เกื้อกูล ร่วมมือกันของผู้ปกครองเอง

            อย่างไรก็ตาม พ่อกุ๊กบอกว่า ที่ผ่านมาคนสนใจเยอะ แต่ก็มีปัญหาเรื่องผลผลิตไม่พอ และไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็มีปัญหาเรื่องการจัดการระบบขนส่งด้วยเช่นกัน ทำให้ยังไม่สามารถขยับขยายเข้าสู่ครัวโรงเรียนได้


            ในเวทีเสวนานี้ มีโอกาสได้ฟังประสบการณ์จากครูโรงเรียนรุ่งอรุณที่มาร่วมฟังด้วย นับเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่มีความตั้งใจ และพยายามขับเคลื่อนเรื่องอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนอย่างมากเช่นกัน โดยเบื้องต้นครูได้แบ่งปันให้ฟังว่า ข้าวที่ใช้ในโรงเรียนนั้นเป็นข้าวอินทรีย์ที่รับซื้อมาจากหลายแหล่ง ที่รู้จักที่มา ส่วนเรื่องผักพยายามทำอยู่เช่นกัน ครูบอกว่า เขาคิดว่ามันมากกว่าแค่เรื่องของผัก แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ซึ่งแม้จะยากแต่ก็พยายามทำ “มันคือการลงมือทำอะไรสักอย่างอย่างจริงๆ แทนที่จะคิดถึงแต่เรื่องอุปสรรค”

            ตอนนี้ทางรุ่งอรุณก็มีตลาดเขียวทุกวันอังคาร ที่ช่วยคนทำเกษตรอินทรีย์มาขายผลผลิต แล้วก็กำลังคิดสนใจเรื่องการมีที่ดินสำหรับผลิตอาหารของโรงเรียนด้วยเช่นกัน


            จะเห็นได้ว่าบนเส้นทาง Organic to School หรือการขับเคลื่อนอาหารอินทรีย์ในโรงเรียนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ งานนี้คงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ศรัทธา รวมถึงการตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องอาหารอย่างแท้จริงด้วย ที่สำคัญประสบการณ์ของหลายคนที่มาแบ่งปัน สอนให้รู้ว่า หากอยากได้อาหารดี เราผู้บริโภคก็ต้องลุกขึ้นมาลงมือช่วยกันทำ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การลงมือทำแบบที่เข้าใจ และเกื้อกูลกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขนส่ง การจัดการ ตลอดจนแม่ครัวด้วยเช่นกัน

ขอบคุณเรื่องราวดีจากจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ Organic to School อาหารอินทรีย์ในโรงเรียน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา


 | วันที่ 15/09/2559

อ่าน 905


 โครงการสวน+ครัวฟางสวรรค์
 สวนผักโรงพยาบาล เปลี่ยนแปลงชุมชน
 เมื่อวิถีในเมืองไม่ใช่คำตอบของชีวิต
 อาสาลุยสวน ผักนามาอยู่กรุง
 เมื่อผู้ป่วยจิตเวชมาปลูกผัก


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber