รูปแบบเทคนิคการทำเกษตรในเมือง พึ่งตนเองง่ายๆ สไตล์คนเมือง ห้องครัวคนเมือง บทความ


 

การทำสวนผักกับการพัฒนาตนเอง (ตอนที่ 2)

            การที่บุคคลจะสามารถพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ต้องประกอบด้วยการพัฒนาในมิติต่างๆของชีวิตอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน ซึ่งมิติดังกล่าวได้แก่ การพัฒนาทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา

            จากการศึกษาของโครงการสังเคราะห์องค์ความรู้โครงการสวนผักคนเมือง พบว่า การทำสวนผัก เป็นกระบวนการที่เอื้อให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนาหรือปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นทั้ง 4 มิติ ตามหลักสุขภาวะองค์รวมได้ เรามาดูกันว่า ผลลัพธ์จากการทำสวนผักที่มีต่อการพัฒนาด้านต่างๆของชีวิตนั้น มีอะไรกันบ้าง

 

1. การพัฒนาทางกาย

คำว่า “กาย” ความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจนั้นหมายถึง ร่างกาย และร่างกายที่ทุกคนปรารถนาคือความแข็งแรง ปราศจากโรคภัยหรือความเจ็บป่วย ซึ่งในวารสารส่งเสริมสุขภาพของอเมริกาได้ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและปราศจากโรคภัยได้นั้น ต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญเหล่านี้ ได้แก่ อาหารและโภชนาการ สมรรถนะทางกาย สิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ ที่อยู่อาศัย สภาวะทางเศรษฐกิจที่พอเพียง เป็นต้น ดังนั้น คำว่าความสมบูรณ์ทางกาย มิได้หมายถึงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ อีกด้วยซึ่งการปลูกผักในโครงการฯ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางกาย ดังนี้


 

1.1 มีอาหารปลอดภัยรับประทาน

ผักปลอดสารที่ได้จากการทำโครงการสวนผัก คือ อาหาร เป็นปัจจัยสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งแต่ละพื้นที่มีผลผลิตนำมาประกอบอาหารให้กับตนเองและครอบครัว ไม่เพียงแต่สมาชิกในโครงการที่ได้รับ แต่ผลผลิตยังเหลือพอที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ร่วมโครงการด้วย

การที่ได้ลงสวนปลูกผักเองทุกขั้นตอน ทำให้สมาชิกมั่นใจในผลผลิตว่ามีอาหารปลอดภัยรับประทาน ดังที่ คุณใหม่ -สมาชิกในคอนโดธาราเรือนเอกได้พูดถึงอาหารปลอดภัยว่า“เราปลูกมากับมือ เราใส่อะไรบ้าง เราก็รู้ อย่างเวลาเราไปซื้อผัก ต้องแช่นานเลย ด่างทับทิม เกลือ แต่ของที่มาจากสวนเรา เราสนิทใจ อย่างมากเราล้างเพราะมีดินมีฝุุน แต่เราก็จะสนิทใจขึ้น”

1.2 ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น

เมื่อได้รับประทานอาหารที่ปลอดสารพิษ ทุกพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสุขภาพดีขึ้น สมาชิกหมู่บ้านทรัพย์กานดา จ.ปทุมธานี ได้เล่าถึงผู้สูงวัยในโครงการว่าผลการตรวจจากคุณหมอดูดีเป็นที่น่าพอใจ เพราะได้ทานผักที่ปลูกเอง

“ผู้สูงอายุที่ปลูกผักหน้าบ้าน เขาก็เด็ดกินเอง หาหมอน้อยลง เช้ามาจะคุยกันว่าเช้านี้กินยากี่เม็ด พอทำโครงการนี้จะมาคุยกันว่าไปหาหมอแล้วความดันลด น้ำตาลลด ยาก็ลดลง เขาจะมีเวลานั่งคุยกัน เขาเป็นแม่บ้าน เสร็จจากงานบ้านก็เอากระปุกยามานั่งคุย”

การที่รู้สึกถึงความมีสุขภาพดีนั้น อาจไม่ได้มาจากการทานอาหารที่ปลอดสารเพียงอย่างเดียว แต่กิจกรรมทำสวนผักนับเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างครบส่วนโดยเน้นการใช้กล้ามเนื้อ เช่น ยกดิน ย้ายกระถาง จับจอบขุดดิน รดน้ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำซ้ำกันทุกๆ วัน เมื่อได้ออกกำลังอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น


1.3 ลดค่าใช้จ่าย สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น

ในด้านเศรษฐกิจ เมื่อพื้นที่สามารถสร้างอาหารให้กับตนเองได้ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงลดลง ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทั้งค่าเดินทาง ไม่จำเป็นต้องซื้อผัก และลดการจับจ่ายของที่นอกเหนือจากที่ตั้งใจ นอกจากนี้ บางพื้นที่ยังเห็นช่องทางในการปลูกผักเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

อย่างเช่น หมู่บ้านเศรษฐกิจ “นี่ปลูกมะละกอแขกดำไว้นะ เผื่อมีงานอะไรก็กำลังเร่งต้นให้ใหญ่ก่อน ก่อนหน้านี้มีผักสลัดเอาไปออกงานก็หมดไปแล้วรุ่นหนึ่ง ตอนนี้มันแล้งพักก่อนค่อยลงต่อ แล้วก็เพาะหม่อนไว้หลายต้น ลูกหม่อนขายดี ขายลูกหม่อนแพ็คละ 30 บาท/ขีด” (กุลแก้ว แกล้วกล้า – ผู้รับผิดชอบโครงการ สวนผักปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพคนเมืองกลุ่มแกะสลักเขาควาย)

สำหรับพื้นที่ที่ขายผักเป็นรายได้เสริมนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจนเมือง เนื่องจากกลุ่มนี้มีโอกาสในสังคมน้อย วิถีชีวิตเน้นไปที่ความสำคัญของปากท้อง อาชีพส่วนใหญ่คือรับจ้าง ซึ่งมีค่าแรงน้อย จึงจำเป็นต้องหารายได้จากทางอื่น ดังเช่นการขายผักมีข้อสังเกตว่าวิธีการเลือกผักที่มาปลูกและสร้างรายได้มี3 ลักษณะ คือ

1) พืชตามกระแสนิยมของตลาด เช่น ต้นหม่อน (มัลเบอรี่)

2) พืชโตเร็ว ขายง่าย เช่น ถั่วงอก ต้นอ่อนทานตะวัน

3) พืชที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ต้นอ่อนทานตะวัน น้ำสมุนไพร



1.4 มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทุกพื้นที่ได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม พื้นที่รกร้างได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมแรงร่วมใจคนในชุมชน นอกจากนี้ สมาชิกยังขยายพื้นที่โดยกลับไปปลูกที่บ้านของตนเองตามริมรั้วและระเบียงอีกด้วย

1.5 พฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

การพัฒนาทางกายอีกระดับหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมต่างๆ เป็นการพัฒนาทางกายด้วยปัญญา ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้กล่าวว่า มนุษย์ควรบริโภคปัจจัย 4 สิ่งของเครื่องใช้ เทคโนโลยี ด้วยปัญญา มีความฉลาดและพอดี ไม่ลุ่มหลงมัวเมา จากคำอธิบายนี้ พบว่า กลุ่มชนชั้นกลาง เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมค่อนข้างมาก เพราะกลุ่มนี้เป็นคนเมืองที่ทำงานในออฟฟิศ ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ มีความเครียด ขาดการดูแลเรื่องสุขภาพและอาหาร แต่เนื่องจากมีโอกาสในสังคมสูง ได้รับการศึกษาที่ดี มีช่องทางรับสารที่หลากหลายจึงทำให้เข้าถึงข้อมูลง่าย เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว จึงเกิดความรู้ความเข้าใจได้ดีและนำไปปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ตามต้องการประกอบกับกระแสปัจจุบันเน้นการดูแลสุขภาพทั้งภายนอกและภายใน ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางเริ่มหันมามองเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

กลุ่ม Heart core organic เป็นตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มชนชั้นกลางประกอบไปด้วยหลากหลายอาชีพ ทั้งแพทย์ พนักงานบริษัท นักดนตรี อายุ 30-40 ปี เมื่อสมาชิกได้ลองปลูกผักและใช้วิถีชีวิตพึ่งตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้บางอย่างจากขั้นตอนการปลูก จากเดิมที่ไม่เคยวางแผนการทำงานก็หันมาใส่ใจการวางแผนมากขึ้น ลดการช้อปปิ้งหรือหลงกับกิเลสข้างนอกน้อยลง หันมาให้เวลากับผักกับธรรมชาติมากขึ้นสิ่งของใดที่ยังใช้ได้อยู่ก็นำกลับมาใช้ใหม่ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ใช้แล้วทิ้งไป การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายทำให้พบว่าจังหวะชีวิตช้าลง ความเร่งรีบน้อยลง และยังส่งผลให้ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงอีกหลายอย่าง

“หยุดบุหรี่ อยู่ดีๆ ไม่อยากสูบเลิกเอง สุราไม่ดื่ม น้ำอัดลมก็ไม่กิน น้ำแข็งไม่กิน ร่างกายไม่อยาก กินบ้างตอนหน้าร้อน พอเรารู้มากขึ้น เราก็คิดว่าทำไมเราต้องกินแบบนี้ หรืออย่างแมคโดนัล เคเอฟซี ก็เลิกกินเลย” (ธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล)

“ชีวิตง่ายขึ้น มองอะไรง่ายขึ้น สมัยก่อนประดิดประดอยชีวิตมากเกินไป ทำงานเสร็จไปซื้อของ เดี๋ยวนี้เสร็จงานขอกลับบ้านรดน้ำต้นไม้ ตื่นนอนเช้าขึ้น พอเราเปลี่ยนไปคนข้างบ้านเลยสงสัย เราก็เลยได้เล่าให้เขาฟัง เขาก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองเริ่มทำตาม บ้านรอบๆ หันมาใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น พี่คิดว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น” (ปรีย์กมล มนตริวัต)

 

2. การพัฒนาทางจิตใจ

ถึงแม้โครงการสวนผักคนเมืองมิได้มีเป้าหมายทำสวนผักเพื่อการพัฒนาจิตใจโดยตรงแต่จากการสัมผัสเรียนรู้อยู่กับธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้งอกงามผลิดอกออกผล ได้รับประทานอาหารปลอดสารพิษ ทำให้เกิดการพัฒนาทางจิตใจ ดังนี้


2.1สภาพอารมณ์และจิตใจดีขึ้นธรรมชาติทำให้สมาชิกใจเย็น ได้ผ่อนคลายจากการทำงานประจำ

2.2มีสมรรถภาพจิตใจที่ดีขึ้น ขั้นตอนของการปลูกสอนให้รู้จักการสังเกตและต้องใส่ใจรายละเอียด ทำให้เป็นคนละเอียดอ่อนมากขึ้น และมีความอดทนต่อการเฝ้าคอยการเติบโตและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มีความเพียรพยายามในสิ่งที่กำลังทำ

2.3เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นศักยภาพในตนเอง ในหลายพื้นที่ไม่เคยปลูกผักมาก่อน แต่เมื่อได้ลงมือทำและเห็นผลผลิต จึงเกิดความมั่นใจว่าตนเองทำได้ บางพื้นที่มีคนป่วยเป็นโรคประจำตัวร้ายแรงหรือเป็นผู้พิการ แต่มีความตั้งใจที่จะปลูกผัก ผลผลิตที่ได้ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพของตนเองว่าทำได้เหมือนคนปกติทั่วไป และในพื้นที่โรงพยาบาลผู้ป่วยจิตเวช สวนผักมีส่วนช่วยให้ภาวะซึมเศร้าลดลง มั่นใจและเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้น ภูมิใจกับผลผลิตที่ได้ ได้รับการยอมรับจากสังคม และเจ้าหน้าที่พลอยมีความสุขไปด้วย

2.4ครอบครัวมีความสุขเมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกัน


2.5มีความผูกพันและรักธรรมชาติมากขึ้น เมื่อได้ดูแลผักอย่างต่อเนื่อง ได้เห็นผลผลิตงอกงาม เกิดเป็นความผูกพันใส่ใจดูแลผักจนเป็นกิจวัตรประจำวัน นักเรียนหรือเยาวชนก็มีทัศนคติที่ดีต่อผักมากขึ้น และรักต้นไม้มากขึ้น ไม่ทำร้ายต้นไม้เหมือนแต่ก่อน

2.6ได้เพื่อนเพิ่มขึ้น มีกลุ่มเพื่อนๆ คอยรับฟังและแลกเปลี่ยนกันได้เพื่อนเพิ่มขึ้นจากการปลูกผัก และการที่มีเพื่อนที่สนใจเหมือนกันจะนำไปสู่การพูดคุยเรื่องเดียวกันทำให้เกิดความสุขในสังคมมากขึ้น


2.7มีน้ำใจและมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ การเป็นผู้ให้ทั้งการแบ่งปันผลผลิตหรือวัสดุที่ตนมีให้กับเพื่อนบ้าน ถ่ายทอดความรู้ให้กับเพื่อนและเยาวชน รวมถึงการช่วยเหลือให้คำปรึกษาเรื่องอื่นๆ ในชีวิต ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านดีขึ้น เมื่อเป็นผู้ให้กลับได้เป็นผู้รับด้วย จึงเกิดเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง

2.8ภูมิใจในสิ่งที่ทำและมีกำลังใจที่จะทำต่อไป เมื่อมีผลผลิตให้ทุกคนได้บริโภคและได้รับคำชื่นชมจากในชุมชน เห็นทุกคนประสานทำงานร่วมมือกันอย่างมีความสุข หรือแม้แต่การที่พ่อแม่สอนลูกก็ทำให้สมาชิกที่พบเห็นก็รู้สึกปลื้มใจ ทำให้คนทำงานมีกำลังใจเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อสิ่งที่กำลังทำ ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนในชุมชนกระตือรือร้นที่จะทำอย่างต่อเนื่อง

 

3. การพัฒนาทางสังคม

การพัฒนาทางสังคม หมายถึง การมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม มีความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น ช่วยเหลือและส่งเสริมกัน ชุมชนหรือสังคมที่ได้รับการพัฒนาแล้วจะเกิดเป็นความสุขในครอบครัวและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งความเป็นชุมชนหรือสังคม ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของโครงการสวนผักคนเมือง มีแนวคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนและการรวมกลุ่มจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลสำเร็จและสามารถขยายหรือเชื่อมร้อยพื้นที่ต่อไปได้ จากการศึกษาพบว่าการทำสวนผักมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสังคมดังนี้


3.1 คนในชุมชนมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น

จากที่ได้ปลูกผักร่วมกันกลุ่มคนจนเมืองมีการนั่งล้อมวงกินกาแฟ ทำให้คนในชุมชนรู้จักกันมากขึ้น ทุกคนได้รับรู้สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชน มีความเข้าใจกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่ต่างคนต่างอยู่

กลุ่มชนชั้นกลางที่มีความเป็นปัจเจกอยู่ ถึงแม้จะอยู่อาศัยในพื้นที่มาหลายปีแต่ไม่เคยรู้จักเพื่อนบ้าน กิจกรรมปลูกผักทำให้ทุกคนได้รู้จักกัน นำไปสู่ความสนิทสนม สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ แบ่งปันและห่วงใยกันมากขึ้น ซื้อของฝากกัน ทำอาหารแบ่งกันทาน

ในระดับองค์กร กิจกรรมสามารถลดช่องว่างคนในองค์กรได้ พนักงานแผนกต่างๆ พนักงานกับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กับแม่บ้าน ได้พูดคุยกันมากขึ้นและมีโอกาสทานอาหารร่วมกัน ลดข้อขัดแย้งในองค์กรได้

พื้นที่โรงเรียนและชุมชน ได้สัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เนื่องจากครูและโรงเรียนเชื่อมโยงผู้ใหญ่ในชุมชนเปิดพื้นที่บ้านเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้กับเด็ก ทำให้โรงเรียนได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอก

พื้นที่โรงพยาบาลผู้ป่วยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดความรู้สึก ได้ฟังผู้อื่นมากขึ้น เกิดเป็นความเอื้ออาทรต่อกัน และผู้ป่วยมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมากขึ้นผ่านกระบวนการสวนผัก คนในสังคมยอมรับศักยภาพของผู้ป่วยมากขึ้น

 

3.2 ชุมชนมีพื้นที่ร่วมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมด้วยกัน

นำไปสู่การสร้างความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่หยุดแค่เพียงเรื่องการปลูกผัก แต่นำไปสู่การแก้ปัญหาในชุมชนร่วมกัน ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น อาหารปลอดภัย การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 

3.3 เป็นแรงบันดาลใจของคนในชุมชน

เมื่อเกิดการร่วมตัวกันปลูกผัก คนในชุมชนได้แรงบันดาลใจกลับไปปลูกริมรั้วบ้านตนเอง ซึ่งมีทั้งคนที่ร่วมกิจกรรมในพื้นที่ส่วนกลางและคนที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม เนื่องจากบ้านอยู่ห่างไกลออกไป แต่เห็นประโยชน์ของการปลูกผัก

 

3.4 เยาวชนรวมตัวและเรียนรู้ร่วมกัน

กลุ่มคนจนเมืองอาจมีเยาวชนที่มีปัญหายาเสพติด แต่เมื่อได้รวมกลุ่มมาปลูกผัก ทำให้ลดปัญหาไปได้เพราะให้เวลากับการดูแลผัก เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พูดถึงถามไถ่กันมากขึ้น มีความสามัคคีกัน พื้นที่ได้กลายเป็นแหล่งรวมตัวของเด็กๆ ในตอนเย็น พ่อแม่จึงวางใจได้ว่าลูกปลอดภัย


3.5 เกิดการขยายกลุ่มใหม่

การขยายหรือแตกกลุ่มใหม่พบในพื้นที่ออนไลน์ กลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผัก เนื่องจากสมาชิกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งกระแสสังคมการดูแลสุขภาพมีความน่าสนใจในเชิงลึก จึงทำให้เกิดการแตกกลุ่มเฉพาะทางนั้นๆ


3.6 เกิดการพบปะและรวมตัวกันออกงาน

การพัฒนาสังคมมิตินี้พบในพื้นที่ออนไลน์ ทั้ง Heart core organic และ กลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผัก จากแนวคิดที่ว่าการจะเป็นสังคมได้นั้น สมาชิกในโลกออนไลน์จำเป็นต้องพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งสองกลุ่มจึงได้ออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการจัดบูธออกงานต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้ว่ากลุ่มในออนไลน์นั้นมีตัวตนอยู่จริง


 


4. การพัฒนาทางปัญญา

การพัฒนาทางปัญญา คือการเสริมสร้างความรู้ความคิดเพื่อให้เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น รู้จักพิจารณาและแก้ปัญหา รู้จักดำเนินงานต่างๆ ด้วยปัญญา รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เข้าใจเหตุและผลว่าทุกสิ่งมีที่มาที่ไป โดยปราศจากอคติสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการทำงานสวนผักนั่นเอง

โดยเริ่มต้นโครงการ ทางโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนได้เปิดอบรมความรู้เบื้องต้นให้กับทุกโครงการย่อย ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความรู้พื้นฐานมากน้อยแตกต่างกันออกไป พื้นที่คนจนเมืองมีความรู้ด้านเกษตรอยู่แล้วเพราะย้ายถิ่นมาจากต่างจังหวัด ในขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางเป็นกลุ่มที่มีความสนใจแต่มีความรู้น้อยหรือแทบจะไม่มี ดังนั้น การอบรมปฐมนิเทศจากมูลนิธิฯ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและควรให้ความสำคัญในการปูความรู้พื้นฐานให้มากที่สุด

การอบรมเบื้องต้น ถือว่าเป็นการพัฒนาปัญญาในขั้นแรก หลังจากนั้น แต่ละพื้นที่ต้องพัฒนาความรู้ด้วยตัวเอง โดยสรุปวิธีการและผลจากการพัฒนาปัญญาได้ดังนี้

4.1 ตัวบุคคลมีความรู้เพิ่มขึ้น

สมาชิกที่ร่วมกิจกรรมจะได้ความรู้เพิ่มขึ้น จากกระบวนการเหล่านี้

ก. เชิญวิทยากรจากศูนย์เรียนรู้มาอบรมในพื้นที่ เรื่องผักปลอดสาร การทำปุ๋ย การทำน้ำหมัก การจัดภูมิทัศน์ ฯลฯสมาชิกจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ นำไปปรับใช้ได้จริง ได้ทดลองทำเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ข. สมาชิกออกไปเรียนรู้กับศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง สมาชิกคอนโดธาราเรือนเอกที่ไปร่วมอบรมกับศูนย์เรียนรู้ข้างนอกให้ความเห็นว่า ความรู้มีหลากหลายทางเลือก หากทดลองทำทางเลือกแรกแล้วไม่สำเร็จก็ยังมีทางเลือกอื่นให้ทดลอง ซึ่งปัจจุบันศูนย์เรียนรู้การเกษตรมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

ค. หาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางหนึ่งที่ประหยัดเวลาและสะดวกรวดเร็ว เหมาะสำหรับคนเมืองและคนที่ทำงานในองค์กร

 

4.2 บุคคลเกิดการเรียนรู้จากภายใน

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาทางปัญญา คือ การเรียนรู้เพื่อเห็นความจริงตามที่เป็น เข้าใจความเป็นจริงของสรรพสิ่งตามธรรมชาติ และนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาใช้ในการพัฒนาตนเองให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างปกติสุข เกิดความสมดุล ในขณะเดียวกันก็เกื้อกูลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


“เวลาที่ทำงานเครียดมาก บางครั้งต้องหอบแฟ้มกลับมาทำต่อที่บ้าน...จริงแล้วเราก็มีปัญหาที่บ้านเยอะ คือเราเป็นพี่คนโต เป็นพยาบาล จะต้องดูแลทำคนให้ดี เหมือนปล่อยวางไม่ได้เลย เราวางไม่เป็น... พอเริ่มทำสวนและเล่นโยคะก็เห็นว่า ชีวิตเริ่มใหม่ทุกวัน บางทีแค่เรานั่งมองต้นไม้เพลินๆ ก็ได้คิดอะไรบางอย่าง เราเห็นต้นพุดกำลังถูกหนอนรุมเต็มเลย 10 กว่าตัว ตอนนั้นคิดว่า ‘พุดตายแน่ๆ’ แต่เราก็ไม่อยากทำร้ายหนอน ปรากฏว่า 10 วันต่อมา มาเจอหนอนตายคาต้น และต้นพุดก็แตกยอดอ่อนขึ้นมาใหม่ สิ่งที่เราคิดไม่จริง สิ่งที่เราคิดบางครั้งก็มาจากประสบการณ์เดิม พออยู่สวนจะเจอเรื่องแบบนี้เยอะมาก... เริ่มเห็นชีวิตของต้นไม้กับชีวิตของมนุษย์เหมือนกัน... ปัญหาที่เกิดขึ้น เราเอาจิตไปครุ่นคิดกับมัน พอเราเอาจิตมาอยู่กับตรงนี้ ความสุขเราอยู่กับตรงนี้ ทั้งที่ปัญหาก็ยังอยู่ ทำไมเราต้องเอาจิตไปเกาะอยู่กับแต่ความทุกข์ ในเมื่ออยู่ตรงนี้มีความสุข” (ญาดา จำนงทอง – อดีตพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลแหลมฉบัง ครูโยคะ ผู้รับผิดชอบโครงการสวนผักบำบัด)

“ผมเรียนรู้ที่จะหยุดเครื่องคอมพิวเตอร์ (ชี้ที่ศีรษะ) แล้วตัวนี้ชอบทำตัวแบบว่า ฉันเก่ง ฉลาด...ใช้ชีวิตเล่นดนตรีตอนกลางคืน นอนตีสี่ตีสาม กินเนื้อสัตว์ตามปกติ พอเวลาถึงก็รู้สึกว่าร่างกายทำงานหนัก เมื่อ 5 ปีก่อนร่างกายก็บอกว่าควรกินผัก ทำกับข้าวเอง เข้าซุปเปอร์มาร์เกต เห็นว่ารายจ่ายเพิ่ม แทนที่จะทำงานเพิ่ม ลองปลูกเอง เวลาทำสวนผักก็เปิดเพลงคลอไปด้วย รู้สึกผ่อนคลาย... นี่เรากำลังทำเพื่อกิน เป็นเบสิคนีด (basic need) เมื่อพอแล้วก็แบ่งปันให้คนอื่น เป็นโบนัสที่คนทำจะรู้เอง เมื่อเราพอและเริ่มให้ ตรงนั้นเราจะเริ่มเปลี่ยน มันจะสงบสุข คือ ความเป็นมนุษย์”(นิติ เมาลานนท์ – นักดนตรีอิสระ สมาชิกวงดนตรีวงโมโนโทน ครูสอนดนตรี สมาชิกกลุ่ม Heart core organic)

 

4.3 เกิดการขยายผลและต่อยอดความรู้

ก. พื้นที่คนจนเมืองนั้นได้นำความรู้การปลูกผักไปสู่การหารายได้เสริม

ข. สมาชิกกลับไปปลูกต่อที่บ้านเพราะมีความรู้เพิ่มขึ้นและเห็นประโยชน์

ค. สมาชิกนำความรู้ที่มีอยู่มาช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ได้ อย่างสมาชิกคนหนึ่งในคอนโดธาราเรือนเอกมีอาชีพวิศวกร จึงสร้างถังผสมดินจนได้รับรางวัลการประกวดนวัตกรรมที่ทางโครงการสวนผักคนเมืองจัดประกวดขึ้น  


จะเห็นได้ว่าในการทำสวนผักนั้น แต่ละคนต่างก็ได้มีประสบการณ์ ได้เรียนรู้ และได้พัฒนาตนเองในมิติต่างๆมากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริงได้นั้น ก็อยู่ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น และการมองเห็นประโยชน์ของการปลูกผัก ของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการลงมือทำ

หวังว่าแต่ละคนจะได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน บนเส้นทางนักปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิตนะคะ

 

เรียบเรียงข้อมูลจากเอกสารการเรียนรู้ชุดนวัตกรรม โครงการสังเคราะห์องค์ความรู้โครงการสวนผักคนเมือง


 | วันที่ 13/10/2559

อ่าน 1487


 ปลูกผัก=ปลูกใจ
 เทศบาลเมืองแกลงกับการจัดการของเสียแบบไม่เสียของ
  ดินมีชีวิตกับการศึกษาอย่างยั่งยืน
 เกษตรในเมืองกับนโยบายสาธารณะ
 ไข 10 เคล็ดลับ ช่วยให้เด็กกินอาหารที่ดี


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber