TRA QUE VILLAGE: VEGETABLEVILLAGE

วรางคนางค์ นิ้มหัตถา

 


เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปเยือนเมืองฮอยอัน เมืองมรดกโลกที่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ซึ่งในช่วงเดือนธันวาคมถือว่าเป็นช่วงฤดูมรสุมของเมืองในแถบภาคกลางของเวียดนาม อย่างเช่น ดานัง เว้ และฮอยอัน ซึ่งฝนตกโปรยปรายตลอดทั้งวันทั้งคืน หนักบ้าง เบาบ้าง จนเมืองเก่าที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำทูโบนถูกน้ำท่วมไปทั้งเกาะ และเป็นอย่างนี้เกือบทุกปีที่เมืองมรดกโลกแห่งนี้จะจมอยู่ใต้น้ำติดต่อกันหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ขณะที่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยี่ยมเยือน ทำให้เกิดคำถามว่า ในวิกฤตน้ำท่วมเมืองเกือบทั้งเมืองอย่างนี้ แต่อาหารการกินของคนที่นี่ รวมถึงอาหารส่วนใหญ่ที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวก็ยังมีผักเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญตามสไตล์อาหารเวียดนาม และยิ่งเมื่อได้ไปเดินตลาดสดกลางเมืองฮอยอัน เราก็ยิ่งเกิดข้อสงสัยว่าผักสดจำนวนมากและหลากหลายที่เกษตรกรหอบหิ้วมาวางขายกันเต็มถนนนี้มาจากไหน เขาเพาะปลูกกันที่ไหน เพราะดูแล้วพืชผักที่วางขายในตลาดสดแห่งนี้ มันดูสดใหม่เหมือนเพิ่งจะเก็บเกี่ยวมาขายกันวันต่อวัน


 

แล้วก็ได้คำตอบว่าพืชผักจำนวนมากเหล่านี้มาจากไหน พร้อมกับคำบอกเล่าของคนพื้นที่ที่บอกกับเราว่า “พืชผักส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เป็นสมุนไพร,ผักพื้นบ้าน ที่เลี้ยงดูคนในฮอยอันได้ตลอดทั้งปีนี้ มาจากพื้นที่การเพาะปลูกที่อยู่รอบๆ ตัวเมืองฮอยอันนี่เอง” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเพียงแค่เราปั่นจักรยานออกจากตัวเมืองฮอยอันแค่ 20 นาที ระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร ตามถนน Hai Ba Trung เราก็จะพบกับหมู่บ้านชื่อว่า Tra Que ที่ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนฮอยอันและนักท่องเที่ยว ในนาม “หมู่บ้านสวนผัก” ซึ่งก็เป็นหมู่บ้านสวนผักสมชื่อจริงๆ เพราะพื้นที่ตรงกลางขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยบ้านเรือนของชาวบ้าน เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ปลูกผัก มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยแปลงผักสีเขียวสดสุดลูกหูลูกตา 



ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ Nguyen Van Hoa เจ้าของร้าน Tra Que garden cooking class & Restaurant ที่ตั้งอยู่ในแปลงผักของหมู่บ้านแห่งนี้ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาและความน่าสนใจของหมู่บ้านสวนผักแห่งนี้ให้ฟัง


 

TRA QUE VILLAGE เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำ De Vong และทะเลสาบ Tra Que สภาพของชุมชนจึงกลายเป็นเกาะที่อยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ไปโดยธรรมชาติ ในอดีตชาวบ้านทำมาหากินด้วยการทำประมง และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินตะกอนและพืชน้ำ ชาวบ้านเริ่มใช้ประโยชน์สำหรับการเพาะปลูกพืชผัก โดยเริ่มจากการนำสาหร่ายจากแม่น้ำมาทำปุ๋ยหมักสำหรับการเพาะปลูก ซึ่งทำให้พืชผักเจริญเติบโต และได้ผลผลิตที่ดีมาก ทำให้ชาวบ้านเริ่มหันมาทำอาชีพเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชผักนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


 

ปัจจุบันพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ทั้ง 2 ฝั่งของถนน มีขนาดพื้นที่ของการเพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 40 เฮกตาร์ หรือประมาณ 250 ไร่ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6 ไร่ 1 งาน) และมีเกษตรกร 220 ครอบครัว ซึ่งก็เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้เอง มาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชผัก ที่สำคัญพืชผักที่เพาะปลูกทั้งหมดในพื้นที่แห่งนี้เป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ คือไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังคงใช้เทคนิคการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ด้วยความประณีตและเรียบง่าย


 

เกษตรกรแต่ละครอบครัวจะแบ่งพื้นที่การเพาะปลูกขนาดเท่าๆ กัน ประมาณ 200 – 250 ตารางเมตรต่อครอบครัว ทั้งหมดเป็นการเพาะปลูกแบบเป็นแปลงดินเต็มพื้นที่ แต่ละแปลงจะมีบ่อน้ำ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นแหล่งน้ำใต้ดินที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี บ่อน้ำนี้ใช้ประโยชน์ทั้งเรื่องเป็นบ่อพักน้ำสำหรับใช้รดน้ำพืชผัก ใช้สำหรับล้างผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในแต่ละวัน พร้อมกับยังใช้ล้างทำความสะอาดเครื่องมือการเกษตร และชำระล้างร่างกายของเกษตรกรก่อนกลับบ้านอีกด้วย


 

เทคนิคการเพาะปลูกยังอาศัยแรงงานคน และเครื่องมือแบบชาวบ้านๆ ตามแบบชนบท ฉันมีโอกาสสังเกตการทำงานของเกษตรกรที่นี่ ตลอดจนเทคนิคการเพาะปลูกง่ายๆ พวกเขาจะเดินทางมาที่แปลงผักตั้งแต่รุ่งสาง และใช้เวลาทำงานอยู่ที่แปลงผักเกือบตลอดทั้งวัน หากวันไหนต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายที่ตลาดก็อาจจะอยู่ถึงแค่ช่วงสายๆ พอตัดผักเสร็จก็จะนำไปขายที่ตลาดในช่วงบ่าย สำหรับงานเพาะปลูกจะเริ่มจากการเตรียมแปลงด้วยการพรวนดิน โดยใช้เพียงแต่จอบและคราดเท่านั้น อาจจะด้วยสภาพดินของที่นี่เป็นดินทรายจึงค่อนข้างง่ายต่อการใช้เครื่องมือง่ายๆ แบบนี้ เมื่อเขาพรวนดินและคราดดินให้เรียบเสมอกันแล้ว ก็จะใช้ปุ๋ยหมักที่มาจากการหมักสาหร่ายกับมูลสัตว์ที่หาได้ในชุมชนมาโรยบนแปลง จากนั้นก็จะโรยเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการปลูกลงไปในแปลง จากนั้นก็ใช้ดินทรายที่ขูดหน้าแปลงเอาไว้ก่อนหน้าโรยทับให้ทั่วแปลงอีกครั้ง หลังจากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่ม พืชผักที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นผักพื้นบ้าน สมุนไพรที่นิยมใส่ในอาหารท้องถิ่น เช่น มิ้นท์ ผักชี ผักชีฝรั่ง ต้นหอม คาวตอง ต้นอ่อนหัวไชท้าว ต้นอ่อนถั่วลันเตา โหระพา ผักปลัง และผักกินใบอีกหลากหลายชนิด พืชผักสมุนไพรของที่นี่มีกลิ่นฉุนเป็นพิเศษ เพราะใช้เวลาเพาะปลูกเพียงแค่ 20 วันก็จะเก็บเกี่ยว คล้ายๆ กับเพาะต้นอ่อน แบบที่บ้านเรากำลังนิยมกัน


 

หมู่บ้านแห่งนี้สามารถเพาะปลูกผักได้ตลอดทั้งปี มีพืชผักหลากหลายมากกว่า 40 ชนิด ทั้งหมดเป็นผลผลิตอินทรีย์ และทั้งหมดใช้สำหรับการบริโภคในชุมชน จำหน่ายให้กับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในชุมชน และตลาดสดในเมืองฮอยอันเท่านั้น  ฟังแล้วก็อดอิจฉาคนฮอยอัน ตลอดจนนักท่องเที่ยวของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ไม่ได้ เพราะนอกจากจะได้ใช้ชีวิตแบบช้าๆ ท่ามกลางเมืองสวยๆ แล้ว อาหารการกินของพวกเขาก็ยังมาจากกระบวนการผลิตที่ดี อยู่ไม่ไกลเมืองอีกด้วย ในส่วนของราคาของผลผลิตก็ไม่ได้สูงมากนัก เฉลี่ยแล้วก็มีตั้งแต่ 5 – 50 บาทเท่านั้น  ในช่วงที่เป็นฤดูกาลเพาะปลูกที่ดีเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผักอยู่ที่ 450 – 750 บาทเลยทีเดียว


 

และในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องวิถีชุมชน วิถีเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก จนมีการจัด farmer trip ให้กับนักท่องเที่ยวเกือบทุกวัน มาเรียนรู้เรื่องการเพาะปลูก การทำอาหารท้องถิ่น และทานอาหารที่เป็นผลผลิตจากแปลงผักของเกษตรกรเอง ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการในหมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่การเพาะปลูกแห่งนี้อีกทางหนึ่งด้วย


 

ฉันมีโอกาสได้ลองกินอาหารแนะนำ อาหารขึ้นชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ 1 เมนู เขาบอกว่าต้องทานให้ได้ เพราะเป็นเมนูที่รวบรวมความเป็นท้องถิ่น และผลผลิตโดดเด่นของหมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้มากที่สุด นั่นคือ “Banh Xeo หรือ Pancakes” ซึ่งประกอบด้วย แพนเค้กสไตล์เวียดนามทอดกรอบๆ ที่ผสมสมุนไพร แผ่นแป้งข้าวที่ทำกันในชุมชน และต้นอ่อนผักชี ต้นอ่อนถั่วลันเตา สะระแหน่  คาวตอง ผักแพว แตงกวา มะเฟือง จิ้มกับน้ำจิ้มที่ทำจากพริกตำกับกระเทียมและน้ำปลาผสมกัน ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฝีมือของพ่อครัว ความสดของวัตถุดิบ หรืออะไรกันแน่ที่ทำให้อาหารจานนี้มันอร่อยมากๆ  หรืออาจจะเป็นเพราะการได้นั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของแปลงผักสีเขียวขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยพืชผักนานาชนิดที่กำลังเจริญเติบโต ท่ามกลางการทำงานของเกษตรกรคนเล็กคนน้อย แห่ง TRA QUE VILLAGE ที่กำลังลงแรงกาย แรงใจเพาะปลูกพืชผักเหล่านี้ด้วยรอยยิ้ม ความเอาใจใส่ ทำงานทุกอย่าง ทุกขั้นตอนอย่างประณีต เพื่อสร้างอาหารที่ดีมีคุณภาพให้กับครอบครัว ชุมชน และคนเมือง


 

ระหว่างที่ปั่นจักรยานกลับจากหมู่บ้านสวนผักเข้าตัวเมืองฮอยอัน ฉันคิดมาตลอดทางว่า จะดีแค่ไหนหากกรุงเทพมหานครของเรา หรือชุมชนเมืองต่างๆ ที่กำลังเจริญเติบโตทางวัตถุ และการพัฒนาเชิงโครงสร้างมากมาย จะได้หวนคิดถึงและให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ในเมือง พื้นที่ส่วนกลางของชุมชน พื้นที่สาธารณะต่างๆ ที่มีอยู่และไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาสร้าง มาเปลี่ยนแปลงให้เป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่อาหารที่สะอาดปลอดภัย ที่เปิดโอกาสให้คนเมืองในทุกระดับได้มาลงมือทำเกษตร มาเพาะปลูกอาหารของตัวเอง นอกจากจะมีอาหารที่สด สะอาดของตัวเองแล้ว พื้นที่แบบนี้น่าจะสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกัน การทำงานด้วยกัน และคงจะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับเมืองของเราไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

ขอขอบคุณ  Nguyen Van Hoa เจ้าของร้าน Tra Que garden cooking class & Restaurant ที่บอกเล่าเรื่องราวของ TRA QUE VILLAGE พร้อมกับปรุงอาหารเมนูพิเศษนี้ให้เราได้ทาน


 | วันที่ 06/01/2560

อ่าน 682


 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลง @ ดาดฟ้า Brandeis University
 สวนธนบุรีรมย์ : สวนที่ไม่ได้มีแค่พื้นที่ให้วิ่ง แต่มีพื้นที่ให้กินได้
 เปลี่ยนแปลงเมือง : Make a Difference
 นโยบายอาหารกับ Eat S.M.A.R.T แห่งเมือง Malmo
 'Bishop's Urban Farm' ฟาร์มหลังพายุ


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber