เปิดโลกจุลินทรีย์ กับ เจ้าชายผัก

 

ตลอดการอบรม คุณปริ๊นซ์มักจะย้ำกับเราอยู่เสมอๆ ว่า “เราต้องเข้าใจหลักการทำงานของธรรมชาติ” เพราะการทำเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรอินทรีย์ คือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจว่าธรรมชาติทำงานอย่างไรแล้ว เราก็จะสามารถสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง และธรรมชาติ...ก็จะกลับมาดูแลเราและพืชของเราเอง

 

 

ในคอร์สอบรม ‘เกษตรเชิงนิเวศ ตอน เปิดโลกจุลินทรีย์’ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมืองบ้านเจ้าชายผัก เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนมอบให้กับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร คุณปริ๊นซ์ได้แบ่งปันความรู้เชิงเทคนิคของการทำน้ำหมักมากมายหลายสูตร ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้กับพืชทุกช่วงวัยกันเลยทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น นอกเหนือจากน้ำหมักสารพัดสูตรแล้ว คือ การที่คุณปริ๊นซ์พาเราไปทำความเข้าใจกับหลักการทำงานของธรรมชาติ ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้ว น้ำหมักที่เราใช้รดต้นผักกันอยู่นั้น มันคือการที่เรากำลังทำงานร่วมกับธรรมชาติอยู่ ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเรากำลังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่านั้น

 

 

คุณปริ๊นซ์ได้พาเราย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคบุกเบิก สู่จุดเริ่มต้นของแนวคิดการทำเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรกรรมยั่งยืนในสมัยอดีต จวบจนเป็นที่มาของเทคนิคจุลินทรีย์และสูตรน้ำหมักต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ในเบื้องค้น คุณปริ๊นซ์ได้เล่าถึงประวัติและที่มาของรากฐานแนวคิดเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรกรรมยั่งยืนจากหลากหลายบริบทสังคม ทั้งจากปรมาจารย์ฝั่งตะวันตกและตะวันออก ตลอดจนแนวคิดเกษตรยั่งยืนจากปราชญ์ชาวบ้านในบ้านเรา อย่าง พุทธเกษตร เกษตรผสมผสาน วนเกษตร และเกษตรธาตุสี่ เพื่อให้เราเข้าใจถึงวิถีการทำเกษตรที่มาจากการเรียนรู้ และทำงานสอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติ จังหวะธรรมชาติคืออะไร ข้างขึ้น-ข้างแรม ฤดูกาลต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือจังหวะธรรมชาติ นอกจากการสังเกตจังหวะธรรมชาติแล้ว การสังเกตผืนดินและสิ่งรอบตัวก็สามารถทำให้เราเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้นเช่นกัน เรื่องราวกิมจิของอาจารย์ ฮาน คิว โช หรือคุณโช ที่คุณปริ๊นซ์เล่าให้พวกเราฟังสามารถเป็นตัวอย่างอธิบายได้ดี

 

 

อาจารย์ ฮาน คิว โช เป็นชาวเกาหลี เขาเป็นลูกหลานของเกษตรกร โดยคุณโชมีนิสัยที่ช่างสังเกตตั้งแต่เด็กๆ ตอนเด็กคุณโชสังเกตเห็นว่า เวลาเราเอาน้ำล้างไหกิมจิไปรดต้นไม้ ทำไมต้นไม้บริเวณนั้นมันถึงได้งาม คุณโชสงสัยก็เลยลองทำการทดลอง โดยลองทำกิมจิไปให้สัตว์ที่เขาเลี้ยงกิน เพราะคิดว่าคนชอบกินกิมจิ สัตว์ก็น่าจะชอบกินกิมจิได้ ผลปรากฏว่าสัตว์เลี้ยงของเขาพอได้กินกิมจิก็มีการเจริญเติบโตดี แต่การสังเกตของเขายังไม่หยุดแค่นั้น คุณโชยังสังเกตเห็นอีกว่า ไอ้เศษใบไม้เศษพืชที่ตกอยู่ตามพื้นดิน ที่มีราขาวๆ ขึ้นอยู่ ทำไมพอมันไปกองอยู่ตรงไหน ต้นไม้แถวนั้นถึงได้เจริญเติบโตดีจัง คุณโชก็เลยลองเอาไอ้ราขาวๆ นั่นมาหมัก แล้วก็ลองเอาไปโปะดิน แล้วก็ปลูกพืช ปรากฏว่าพืชก็โตงามดี คุณโชก็เลยลองอีก คราวนี้ลองไถกลบเศษพืชที่มีราขาวๆ รอให้มันย่อยสลาย แล้วก็เอาไปปลูกพืช พืชก็งามอีกเช่นเคย ทีนี้คุณโชก็เลยสงสัยว่ามันคืออะไรนะที่ทำให้ทั้งสัตว์และพืชเจริญเติบโตได้ดี จนคุณโชได้มีโอกาสไปเรียนรู้กับคนญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่มีความคิดคล้ายๆ ท่าน ซึ่งคนญี่ปุ่นท่านนี้เป็นคนค้นพบเรื่องเอนไซม์ที่เป็นน้ำลายของจุลินทรีย์ คุณโชก็เลยถึงบางอ้อว่า ที่เขาทดลองมาทั้งหมดตั้งแต่เด็ก มันก็คือจุลินทรีย์นั่นเอง คุณโชก็เลยเป็นผู้ค้นพบ คิดค้น และก็นำมาประกาศเป็นหลักการเรื่องเทคนิคจุลินทรีย์ที่นำมาใช้กับเกษตรธรรมชาติ คือการทำตามธรรมชาตินั่นเอง และคุณโชก็ได้เข้ามาเผยแพร่เทคนิคนี้ให้กับเกษตรกรชาวไทยไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 เรื่องของคุณโชยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พอคุณโชรู้ว่าจุลินทรีย์นั้นช่วยให้ผักเจริญเติบโตได้ดี จึงคิดที่จะเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ และคุณโชก็พบว่าการให้อาหารจุลินทรีย์จะทำให้จุลินทรีย์ขยายจำนวน จึงเกิดเป็นน้ำหมักที่เราใช้กันในปัจจุบันนั่นเอง

 

 

การสังเกตธรรมชาติของคุณโชทำให้เรามีน้ำหมักต่างๆ ใช้ แต่เราต้องเข้าใจนะว่ามันไม่ใช่การที่เราทำงานกับพืชโดยตรง หากแต่จริงๆ แล้วมันคือการทำงานกับร่วมกับดิน การที่เรารดน้ำหมักเหล่านั้น เรารดให้กับดิน ให้จุลินทรีย์ในน้ำหมักไปหล่อเลี้ยงวงจรในดิน ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพียงพอ พอดินดีแล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อดินดี รากของพืชก็จะสามารถหาอาหารเลี้ยงตัวเองได้ดี รากก็จะไปได้ไกล และมีความแข็งแรง เมื่อรากแข็งแรง พืชของเราก็จะแข็งแรง เมื่อพืชของเราแข็งแรง ก็จะสามารถทนต่อแมลงที่เป็นศัตรูพืชต่างๆ เช่นเพลี้ยได้ดีขึ้น ทั้งหมดคือการให้ความสำคัญกับรากพืช อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณปริ๊นซ์ได้บอกกับพวกเราคือ "เราต้องเชื่อในศักยภาพของพืช" เราต้องมองว่าพืชก็มีชีวิตและทุกสิ่งมีชีวิตก็มักจะดิ้นรนหาทางออกให้ตัวเองเสมอ หน้าที่ของเราคือทำระบบนิเวศให้พร้อม ไม่ว่าจะระบบนิเวศในแปลง หรือจะแค่ในกระถาง และปล่อยให้พืชหาอาหารหลักของมันเอง ความเข้าใจในลักษณะนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปกับการทำอาหารให้อร่อยหรือการลดน้ำหนักให้ได้ผล การทำอาหารให้อร่อยก็ไม่ใช่เพียงการจำสูตรอาหารไปใช้ แต่มันคือการทำความเข้าใจกับรสชาติของวัตถุดิบแต่ละชนิด และเข้าใจการทำงานร่วมของรสชาติของวัตถุดิบ ว่ารสชาติไหนเจอกับรสชาติไหนแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร การลดน้ำหนักก็เช่นกัน ถ้าเราจะลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง เราก็ควรเข้าใจระบบการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึมของร่างกาย และควรทำงานร่วมกับเมตาบอลิซึม ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหาร เพราะฉะนั้นการทำเกษตรอินทรีย์ธรรมชาติให้ได้ผล เราต้องมีความเข้าใจในการทำงานของธรรมชาติเช่นกัน

 

 

ท้ายที่สุดแล้ว เกษตรอินทรีย์หรือเกษตรเชิงนิเวศ ถ้าเรามีความเข้าใจและทำมันได้อย่างถูกต้อง เราจะไม่ต้องทำงานหนัก เพราะ "เป้าหมายของการทำเกษตรอินทรีย์คือ การที่เราทำแล้วไม่ต้องทำซ้ำ" เราจะพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และปล่อยให้ระบบนิเวศสามารถเลี้ยงดูและอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง แล้วเราก็จะไม่เหนื่อย และธรรมชาติยังมอบผลผลิตที่งอกงามให้กับเราอีกด้วย ทุกอย่างเพียงเริ่มที่เรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

“FEED THE SOIL, AND LET THE SOIL FEED THE PLANT.”

 

 

ลองหมั่นสังเกต เรียนรู้ แล้วลองปรับวิถีการทำงานกับพืชที่ปลูกกันดูนะคะ และหากทดลองแล้วพบเจอกับความรู้หรือความเข้าใจอะไรใหม่ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ค่ะ ^^

 


 | วันที่ 21/10/2560

อ่าน 160


 ปลูกผัก สร้างอาหาร สร้างเด็ก
 เมล็ดพันธุ์นวัตกรรม : สวนผักคนเมือง พลังงานทางเลือก อาหารปลอดภัย ชุมชนน่าอยู่
 ปลูกผัก ปลูกหัวใจ ผู้ติดยาเสพติด และผู้ติดเชื้อ HIV
 เติมพลังนัก(หัด)ปลูกผัก
 ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น กับกลุ่มสวนผัก Happy life


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber