รูปแบบเทคนิคการทำเกษตรในเมือง พึ่งตนเองง่ายๆ สไตล์คนเมือง ห้องครัวคนเมือง บทความ


 

‘Land Sharing’ แบ่งปันพื้นที่ แบ่งปันอาหาร แบ่งปันชีวิต

 

Barnängen, Stockholm allotment garden in 1915

 

‘การประสานประโยชน์ทางที่ดิน หรือ การแบ่งปันที่ดิน’ ในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Land Sharing แต่เดิมทีในบริบทของประเทศไทย ความหมายของคำนี้จะเกี่ยวข้องไปในทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย คือ การประสานประโยชน์ระหว่างเจ้าของที่ดินและชุมชน โดยหน่วยงานภาครัฐเป็นตัวแทนเจรจาต่อรองกับเจ้าของที่ดินให้เช่าหรือขายที่ดินบางส่วนให้กับชุมชนในราคาถูก เพื่อแลกกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินส่วนที่เหลือ ชุมชนจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสามารถเช่าในระยะยาว เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกันของชุมชนขึ้นใหม่ โดยรัฐให้การสนับสนุนในด้านสาธารณูปโภค และให้ชุมชนผ่อนชำระค่าที่ดินกับหน่วยงานรัฐหรือสถาบันการเงินที่สนับสนุนโครงการเป็นขั้นตอนต่อไป หากแต่ Land Sharing ที่เรากำลังจะพูดถึงในบทความนี้ เป็นการประสานประโยชน์ทางที่ดินเพื่อการทำเกษตรในเมือง เราอาจจะไม่คุ้นภาพการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันเพื่อจุดประสงค์นี้เท่าไหร่นัก อาจจะคุ้นเคยกันในภาพเชิงพาณิชย์ เช่น การให้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดตลาดขายของกันสักมากกว่า แต่จริงๆ แล้วการแบ่งปันที่ดินเพื่อการทำเกษตรในเมืองไม่ใช่แนวคิดที่ใหม่อะไร อีกทั้งยังมีแนวคิดที่มาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางอาหารมาแต่ดั้งเดิม

 

Allotments in Schwabing, Munich

 

Allotments หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Community gardens คือ แปลงที่ถูกแบ่งย่อยเล็กๆ เพื่อให้ผู้คนในชุมชนหรือบริเวณใกล้เคียงมาเช่าหรืออาจจะใช้เปล่าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อปลูกผักสำหรับการบริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก หากเหลือจึงนำไปแบ่งปันหรือขายกันภายในตลาดชุมชนหรือพื้นที่ใกล้เคียง แนวคิด allotment กำเนิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้วนับกว่า 100 ปี ในช่วงศตวรรษที่ 19 พร้อมๆ กับการเติบโตของอุตสาหกรรมเมืองอย่างรวดเร็ว สองเหตุการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกัน คือ เมื่อเมืองมีการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม ดึงดูดให้คนจากชนบทย้ายถิ่นฐานเข้ามาในตัวเมืองเพื่อหาเลี้ยงชีพ เมื่อคนจำนวนมากย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองส่งผลให้เกิดหลากหลายปัญหาสังคมตามมา หนึ่งในนั้นคือปัญหาการขาดสารอาหาร และเพื่อแก้ปัญหาโดยองค์รวมของแรงงานยากจน แนวคิดการแบ่งสรรที่ดินเพื่อให้ครอบครัวแรงงานปลูกผักเพื่อเป็นมากกว่าแหล่งอาหารธรรมดา แต่ประกอบไปด้วยสารอาหารจึงได้เกิดขึ้น ซึ่งที่ดินเหล่านั้นมาจากการจัดสรรของหน่วยงานรัฐของเมือง สถานที่ศูนย์กลางชุมชนอย่างโบสถ์ หรือแม้กระทั่งผู้ว่าจ้างของพวกเขาเอง

 

Allotment plot, Prague, Czech Republic

 

หากเราลองมามองภาพบ้านเมืองเราในปัจจุบัน ช่างน่าแปลกที่ว่า เรากลับคุ้นเคยภาพการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหางานทำเป็นอย่างมาก และดูเหมือนว่าแนวโน้มของภาพนี้ก็ยังจะคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าเรากลับไม่มีภาพของการเกิดขึ้นของสวนผักบนพื้นที่จัดสรรแบ่งปันที่ควรจะควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของคนจนในเมืองอยู่เลย หรือเราอาจจะตั้งสมมุติฐานได้ว่า คนจนในกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว จนไม่จำเป็นต้องมีแปลงปลูกผักเพื่อเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าของชุมชนและครอบครัว หรือจริงๆ แล้วพวกเขาก็ยังขาดสารอาหารอยู่จริง แต่ไม่มีใครสนใจและใส่ใจที่จะยื่นมือให้ความช่วยเหลือนั้น ภาพตลาดฮิปๆ ที่ผุดขึ้นทั่วทุกสารทิศในกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะไปเขตไหน ก็เห็นเป็นต้องมีให้เดิน ทิ้งคำถามให้น่าชวนคิดว่า หรือนี่จะเป็นนิยามความมั่นคงทางอาหารของคนเมืองในปัจจุบัน ยิ่งตลาดเยอะ = ยิ่งมั่นคง? ยังไม่นับว่าตลาดเหล่านั้นขายอาหารเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของพื้นที่ตลาด และถ้าเราลองมาจินตนาการภาพตามว่า ตลาดที่ผุดขึ้นเหล่านั้นกลายเป็นแปลงผัก ขณะนี้กรุงเทพฯ จะมีแปลงผักแล้วทั้งหมดกี่แปลง และคนเมืองเองจะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงปากท้องคนในกรุงเทพฯ ได้มากมายขนาดไหน นี่เรายังไม่พูดถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่สวนผักจัดสรรแบ่งปันอาจสามารถช่วยสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้กันเลยด้วยซ้ำ

 

Allotments on the outskirts of Lisbon

 

‘Land Sharing is a New Trend?’ เป็นไปได้ไหมว่า สวนผักบนพื้นที่จัดสรรแบ่งปันที่ว่านี้จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่เพื่อปฏิวัติระบบอาหารในเมือง ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ประเด็นอย่างความมั่นคงทางอาหารเริ่มถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวเมือง เราเริ่มไม่มั่นใจถึงการผลิตอาหารท่ามกลางอุณหภูมิสูงขึ้นทุกวี่ทุกวัน ว่าในอนาคตผลผลิตเพียงจากการผลิตภาคชนบทจะเพียงพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของพวกเราหรือไม่ หลายๆ เมืองใหญ่อย่าง นครนิวยอร์ก หรือ แคลิฟอร์เนีย ได้เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาปากท้องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวหรือการปลูกผักบนดาดฟ้า หรือการที่คนเมืองเริ่มปลูกผักในพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และการที่เมืองเองมีการผนวกมาตรการ Green Roof Tax และการให้ทุนสนับสนุนอาคารสีเขียว และยังมีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พร้อมเปิดคอร์สสอนปลูกและจำหน่ายผลผลิตให้ฟรี เพราะฉะนั้นมันก็ดูจะเป็นไปได้ที่ Land Sharing จะสามารถกลายเป็นกระแสใหม่ ถ้าทุกคนมองเห็นถึงประโยชน์ของสวนผักแบ่งปันนี้ร่วมกัน ซึ่งมากกว่าผักและผลไม้ที่เราทุกคนจะได้ แต่มันคือพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่การศึกษาของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง สุขภาพและความสุของค์รวมของทั้งปัจเจกชนและชุมชน และสิ่งแวดล้อมของเราที่ดีขึ้น

 

Allotment gardens in Vallila, only 2-3 km from central Helsinki

 

ย้ำอีกครั้งว่า Land Sharing ไม่ใช่แนวคิดที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกของสังคม มีพื้นที่รูปธรรมเกิดขึ้นแล้วมานับ 100 ปี และที่สำคัญสวนผักบนพื้นที่แบ่งปันนี้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางอาหารของสังคมเมืองได้จริง เพียงเราพร้อมที่จะลงมือทำ ...และลงมือทำ เมืองของเราก็จะเริ่มมีความมั่นคงทางอาหารขึ้นมาทันที

 

Allotments in the rural village of Jordans

 

ที่มาข้อมูล:

http://cpd.bangkok.go.th/sara3_t.html

Burchard-Dziubińska, M. (2014). Urban farming – Underestimated source of ecosystem services. Allotment garden case study. Economics and Environment, 4(51), 178-186

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Allotment_(gardening)

 

 


 | วันที่ 16/11/2560

อ่าน 98


 ไข 10 เคล็ดลับ ช่วยให้เด็กกินอาหารที่ดี
 เกษตรในเมืองกับการบริโภคอย่างยั่งยืน
 บทบาทเกษตรในเมืองในการเพิ่มความยืดหยุ่นของเมืองเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก
  ผังเมืองของไทยให้ความสำคัญในการสงวนรักษาและพัฒนาแหล่งผลิตอาหารเท่าที่ควรจะเป็นหรือยัง?
  ดินมีชีวิตกับการศึกษาอย่างยั่งยืน


โครงการสวนผักคนเมือง
912 ซอยงามวงศ์วาน 31 ซอยย่อย 7
ถนนงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร. 02-591-1195-6
cityfarm2010@hotmail.com
Design by Ngoscyber