Home การดูแลบำรุงรักษา

การดูแลบำรุงรักษา

ในช่วงฤดูฝน แม้ว่าจะไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่กลับเป็นฤดูที่ปลูกได้ไม่กี่ชนิด สารพัดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมขัง วัชพืชหรือหญ้าขึ้นเยอะ น้ำฝนทำลายกล้าผัก รวมถึงโรคจากเชื้อรา ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการถอนวัชพืช คลุมแปลงผักด้วยหญ้าแห้ง ยกแปลงให้สูงขึ้น เป็นต้น

ในศาสตร์เกษตรธรรมชาติ ย่อมต้องพูดถึงจุลินทรีย์ท้องถิ่น หรือ IMO (Indigenous Microorganism) ที่ช่วยในการย่อยสลายอินทรีย์ที่มีอยู่ในดินทั้งบนผิวดินและใต้ดิน อีกทั้งช่วยในการกำจัดจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเหม็นต่างๆ ช่วยให้พืชสามารถนำธาตุอาหารต่างๆไปใช้ได้สะดวก ทำให้พืชแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจุลินทรีย์ท้องถิ่นจะปรับตัวได้ดีในพื้นที่ปลูกและสภาพอากาศได้ดีกว่าจุลินทรีย์ที่มาจากท้องที่อื่น จึงสามารถนำไปใช้งานได้ดีและยั่งยืนกว่า

สำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหมักบำรุงดิน น้ำหมักเร่งการเจริญเติบโตกล้าอ่อน หรือ ปุ๋ยหมัก หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นคุณต่อดินเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยทั่วไปจะมีสีขาว ขึ้นอยู่ตามเศษใบไม้แห้ง หรือ ตามหน้าดินขุยไผ่ หากเราต้องการเพาะหัวเชื้อและเก็บไว้ทำน้ำหมักแล้ว ก็สามารถนำกล่องพร้อมด้วยข้าวสุก (ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์) ฝังลงดิน จะทำให้ได้ราขาวขึ้นมาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

ธาตุอาหารตามหลักของ Bio-dynamics จะไม่ได้ทำงานหัวเดียวเดี่ยวโดด แต่ทำงานร่วมกับชนิดอื่นๆ หมุนเวียนเป็นวงจร แม้ว่าธาตุอาหารบางชนิด พืชอาจจะไม่ได้ต้องการมาก แต่ถ้าก็จะส่งผลให้การไหลเวียนของวงจรการสร้างอาหารของพืชหยุดชะงักลงได้ แม้ว่าจะมีธาตุอาหารหลักอยู่ครบแล้วก็ตาม

ผักนั้นพูดไม่ได้ เวลาป่วยก็ย่อมแสดงออกมาให้เห็นทางใบ ใบเป็นอวัยวะที่ผลิตอาหารผ่านการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ให้แก่พืช เมื่อพืชขาดธาตุอาหาร ก็จะแสดงอาการผ่านใบอ่อนหรือใบแก่ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดธาตุอาหาร เช่น ถ้าเป็น NPK ก็แสดงอาการที่ใบแก่ก่อนใบอ่อน เป็นต้น เมื่อเรารู้ว่าพืชขาดธาตุอาหารอะไร เราก็จะรู้ว่าจะต้องบำรุงดินอย่างไรให้มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช อาการเกิดที่”ใบแก่”ก่อน อาการเกิดที่”ใบอ่อน”ก่อน

นอกจากการบำรุงดินให้มีธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุให้เอื้อต่อการโตของกล้าผักแล้ว ในช่วงแรกหลังนำกล้าผักลงแปลง กล้าผักอาจจะยังปรับตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร การใช้น้ำหมักหน่อกล้วยอาจจะช่วยให้กล้าผักแข็งแรงและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสวนผักได้เผยแพร่ความรู้เบื่องต้นในการปลูกผักในแต่ละกลุ่มไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักกินใบอย่างผักบุ้ง ไม้ผลอย่างมะเขือเปราะ รวมถึงไม้เถาอย่างฟักเขียวและบวบ สัปดาห์นี้ก็ลองทำชุดความรู้เอาใจนักปลูกมือใหม่และสนใจทำน้ำหมักกันดูบ้าง ซึ่งสูตรนี้ทำไม่ยาก เหมาะสำหรับบำรุงดินและกล้าไม้ที่เพิ่งย้ายลงแปลงปลูก อีกทั้งวัตถุดิบก็หาแสนจะง่ายดาย มาทำกันดูค่ะ

ในช่วงนี้ที่ภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ห้างร้านต่างโดนมาตรการป้องกันของรัฐที่จำกัดเวลาเปิดร้าน ทำให้ผู้บริโภคมีความยากลำบากในการซื้อวัตถุดิบ

ในตอนสุดท้ายของบทความ เราคิดว่าผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้คงอยากจะรู้แล้วว่า ราใบไม้สีขาวพื้นบ้านนั้นจะสามารถนำมาใช้บำรุงดินและผักที่ของเราได้อย่างไร โดยการนำราใบไม้สีขาวมาใช้ประโยชน์จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) การเก็บจุลินทรีย์ราใบไม้สีขาวพื้นบ้าน วัตถุดิบและอุปกรณ์– กล่องพลาสติก– ช้อน (สำหรับใช้ตักข้าว)– ข้าวหุงกึ่งสุกกึ่งดิบ (ทิ้งไว้ให้เย็น) จำนวน 1 ส่วน– น้ำตาลอ้อย 1 ส่วน– กระดาษห่อข้าวมันไก่. วิธีการเก็บ– ขั้นตอนที่ 1 นำกล่องพลาสติกและช้อนที่เตรียมไว้มาต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิประมาณ 70 องศาเซลเซียส– ขั้นตอนที่ 2…

ก่อนเริ่มต้นปลูกผัก ดินเป็นปัจจัยแรกที่ต้องศึกษาเนื่องจากส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง ดินเป็นวัสดุที่พืชต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิตและเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นแหล่งธาตุอาหาร แหล่งน้ำและอากาศ เป็นวัสดุที่รากพืชหยั่งลึกและค้ำจุนลำต้นให้ตั้งตรง และปกป้องรากพืชจากแสงแดด สารเคมีที่เป็นอันตรายและแมลงศัตรูพืช ดินที่มีชีวิตและเหมาะสมต่อการปลูกผักควรมีปริมาณธาตุอาหารและอินทรียวัตถุมาก อุ้มน้ำหรือเก็บความชื่นได้ดี และระบายน้ำได้ดีจนไม่เกิดน้ำขังบริเวณราก ลดการกัดเซาะ ดินที่ชีวิตจะช่วยให้ผักเจริญเติบได้อย่างแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง