Home เมืองสีเขียว

เมืองสีเขียว

ปัจจุบัน พวกเราเดินบนทางเท้าน้อยลงมาก เวลาเราเดินทางไปสวนสาธารณะใกล้บ้านก็นิยมใช้พาหนะสวนตัว เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ จักรยาน เป็นต้น

แม้ที่ผ่านมาเราพูดเรื่องภาวะโลกร้อนและวิกฤติที่น้ำมันเหลือแค่ก้นบ่อ (peak oil) กันมาก แต่คำถามสำคัญก็คือเราจริงจังกับการรับมือกันแค่ไหน ที่ผ่านมา มักเป็นเพียงการวิเคราะห์ว่านี่เป็นภัยคุกคามที่มีโอกาสเกิด ขึ้นได้ในอนาคต มากกว่าการมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ และเป็นที่ประจักษ์ว่าเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมุมมองแบบหลังโน้มเอียงทำให้หลายคนเริ่มมอง “Climate Change” เป็น “Climate Normal” กล่าวคือ คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงจนมองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการตั้งรับปรับตัว

หลายคนตั้งแง่ในทำนองที่ว่าการพูดถึงเรื่องการทำเกษตรโดยคนเมือง เป็นแค่เพียงกระแสที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลัง และไม่น่าจะยั่งยืนอะไร อีกทั้งเป็นอุดมคติแบบหนึ่ง ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง มีเพียงคนกลุ่มน้อยนิดที่ให้ความสำคัญ ตัวอย่างที่จะหยิบยกในวันนี้ เป็นเรื่องราวของอุดมคติที่มีจริง และไม่ใช่เพิ่งมี หากแต่มีมานานแล้ว ตัวอย่างนี้จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก เลทชเวิร์ท (Letchworth) หรือที่ขนานนามกันว่า “The Garden City”

หลังจากเวทีเสวนา ”วิถีเมืองสุขภาวะ เมืองแห่งความสุข” ในวันที่ 13 ตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “ปลุกพลัง นักปลูกเมือง” ก็มีเกมที่มีชื่อว่า “The Connected City”

ปัจจุบันเมืองเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของคนจากหลากหลายกลุ่มและหลายพื้นที่ เนื่องจากเมืองเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า

นอกจากได้ชื่นชมกับความเติบโตงอกงามของพืชผักนานาชนิดในเมืองแล้ว เรายังมีโอกาสได้ไปเที่ยวตลาดนัดเกษตรกร หรือที่เขาเรียกว่า Farmer Market ที่ Kitsilano ด้วย เรียกว่าจากแหล่งผลิตอาหาร

หลังจากเคยอ่าน และเคยฟังเรื่องราวของนครแวนคูเวอร์มาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นความน่าอยู่ของเมือง การเติบโตของเมืองอย่างชาญฉลาด

พื้นที่รกร้างว่างเปล่าไร้ประโยชน์ในเมืองมีให้เราได้เห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสองข้างถนน หรือพ้นบ้านไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร ที่นครนิวยอร์คก็พบเจอปัญหานี้เช่นกัน